SocialNetworkDownload.com

แหล่งรวมโปรแกรมโซเชียลเน็ตเวิร์ค สังคมออนไลน์ เอาไว้มากที่สุด

พนักงาน

อาชีพที่ตกงานได้น้อย และมีโอกาสเก็บเงินมาก

ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์กับนักลงทุนไทยและต่างชาติที่ต้องการสร้างฐานการผลิต ถึงเราจะเห็น ฟรีแลนซ์ หรือ พนักงานออฟฟิสมากขึ้นก็ตาม จึงส่งผลให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย และเกิดความต้องการแรงด้านการผลิตมากขึ้นตามไปด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังศึกษาในระดับวิชาชีพอยู่ ขอบอกเลยว่าคุณกำลังมาถูกทางแล้ว และนี่คือโอกาสและข้อได้เปรียบของคนทำงานสายวิชาชีพด้านการผลิตที่คุณอาจไม่เคยรู้

อาชีพที่ตกงานได้น้อย และมีโอกาสเก็บเงินมาก

อาชีพที่ตกงานได้น้อย และมีโอกาสเก็บเงินมาก

1. โอกาสตกงานน้อย

คุณภาพฝีมือแรงงานด้านการผลิตของไทยนั้นเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ประกอบกับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดความต้องการแรงงานสายการผลิตเป็นจำนวนมากขึ้น ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า ในเดือนมกราคม-ธันวาคม 2560 มียอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการและขยายโรงงานเดือนจำนวน 5,060 โรงงาน สอดคล้องกับสำรวจของ jobsDB ในหัวข้อภาพรวมตลาดงานของประเทศไทยในปี 2561 – ฝั่งผู้ประกอบการ ระบุว่าผู้ประกอบการไทยกว่า 50% มีแผนจะขยายกิจการและจ้างงานเพิ่ม นอกจากนี้ในช่วงฐานเดือนมกราคม ถึงธันวาคม ปี 2560 ธุรกิจการผลิตทั่วไป (Manufacturing) ยังเป็นธุรกิจที่มีจำนวนประกาศงานมากที่สุด

2. ฝีมือดียิ่งเติบโตไว

เมื่อเรียนสายอาชีวะจนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว คนที่ทำงานด้านการผลิตที่ต้องการเติบโตในหน้าที่ ต้องหมั่นพัฒนาทักษะฝีมืออย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงไปสอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ กับหน่วยงานที่เปิดสอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับสากล เพื่อนำใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพในระดับต่าง ๆ ไปเพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในที่ทำงานเดิมแต่อยู่ในระดับที่สูงขึ้น หรือใช้ในการสมัครงานในบริษัทอื่น ๆ ได้ ซึ่งในประเทศไทย บางโรงงานอุตสาหกรรมมีข้อกำหนดชัดเจนว่าหากคุณจะทำงานในตำแหน่งนี้ จะต้องผ่านการสอบคุณวุฒิวิชาชีพในระดับไหนขึ้นไป ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับเงินเดือน ค่าจ้างที่คุณจะได้รับด้วย

3. ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตที่หลากหลาย

ด้วยความที่มีนักลงทุนหลายสัญชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย ทำให้คุณมีโอกาสได้เห็นกระบวนการผลิต และเทคโนโลยีการผลิตของแต่ละประเทศที่หลากหลายออกไป รวมไปถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของแต่ละประเทศด้วย เช่นหากคุณทำงานกับโรงงานสัญชาติญี่ปุ่น จะเน้นการทำงานที่เป็นระบบระเบียบขั้นตอน การแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย (แม้จะเป็นช่างฝีมือ) และการให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลาในการทำงาน ในอีกมุมหนึ่ง หากคุณทำงานกับโรงงานนายจ้างในแถบยุโรป ที่ให้อิสระในการทำงานมากกว่า เขาจะปล่อยให้คุณได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมาให้เห็นมากกว่า โดยมีกรอบวางไว้ให้

4. มีโอกาสแข่งขันฝีมือแรงงานกับเพื่อนชาวต่างชาติ

หากคุณทำงานให้กับบริษัทญี่ปุ่น หรือยุโรป คุณจะมีโอกาสได้นำความรู้และประสบการณ์การทำงานมาแสดงผลงานให้กับเพื่อนร่วมงานสายงานเดียวกัน ที่ประจำสำนักงานหรือสาขาในประเทศอื่น ๆ จนอาจเข้าตานายจ้างใหญ่ และมีโอกาสได้ไปทำงานให้กับบริษัทแม่ของโรงงานที่คุณทำอยู่ได้

ยกตัวอย่างเช่น คุณทำงานให้กับโรงงานประกอบรถยนต์ A มีนายจ้างเป็นชาวญี่ปุ่น ในแต่ละปีอาจจะมีการจัดแคมเปญ นำช่างซ่อมรถยนต์ของแต่ละประเทศมาแข่งขันกัน เพื่อหาช่างซ่อมมืออาชีพ เพื่อไปดูงานหรือทำงานจริงที่สำนักงานใหญ่ประเทศญีปุ่นเป็นระยะเวลา 1 ปี มีโอกาสได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ และเรียนรู้ระบบโรงงานที่เป็นต้นกำเนิดรถยนต์ที่คุณทำงานอยู่ จากนั้นนำกลับมาประยุกต์ใช้กับงานที่คุณทำ หรือจะใช้ต่อยอดในการหางานใหม่ที่สูงขึ้นในอนาคตได้

5. เงินทองไม่รั่วไหล

การทำงานสายการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมนั้น มักจะทำงานเป็นกะและไม่มีวันหยุดที่แน่นอนแบบสายอื่น ๆ เรียกได้ว่าแทบจะกิน-อยู่แต่ในโรงงาน บางโรงงานมีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการฟรี อีกทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมักจะเป็นยูนิฟอร์มที่บริษัทจัดเตรียมไว้ นอกจากนี้ด้วยตำแหน่งที่ตั้งโรงงานที่ส่วนใหญ่มักอยู่ในเขตอุตสาหกรรมที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าให้คุณได้เดินเล่นหลังเลิกงาน ยิ่งทำให้คนทำงานสายนี้แทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้เงิน และสามารถเก็บเงินได้มากกว่าคนทำงานสายอื่น

เรียนไม่เก่งเกรดไม่ดี งานดีก็สามารถหาทำได้ไม่ต้องกังวลใจ

คนเราสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้หลากหลายขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และพรแสวงในการทำงานออฟฟิส เป็นเจ้าของกิจการ หรือรับจ็อบแบบ ฟรีแลนซ์ บางคนเก่งในตำราแต่บางคนเก่งจากการลงมือทำ คนที่เรียนเก่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์หรือ เรียนไม่เก่งเกรดไม่ดี แต่ก็ใช่ว่ามีทักษะการสื่อสารที่ดีหรือเข้าสังคมเก่งตามไปด้วย ทักษะนอกห้องเรียนเหล่านี้เป็นทักษะที่จำเป็นจะต้องมีในการประสบความสำเร็จในโลกของการทำงาน ดังนั้นหากคุณเป็นหนึ่งในเด็กจบใหม่ที่ได้เกรดค่อนข้างน้อย เชิดหน้าเข้าไว้ค่ะ เพราะเกรดอาจไม่ได้เป็นตัววัดว่าคุณจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานหรือไม่เสมอไป

เรียนไม่เก่งเกรดไม่ดี

เรียนไม่เก่งเกรดไม่ดี งานดีก็สามารถหาทำได้ไม่ต้องกังวลใจ

หลายต่อหลายครั้งที่เราเห็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมาย มีเหตุให้ต้องหยุดเรียนกลางคันเพราะไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ที่เขามีไปสร้างสิ่งที่โลกต้องตะลึงในโลกของการทำงานนอกรั้วมหาวิทยาลัย กลุ่มคนดังเหล่านี้ เช่น ริชาร์ด แบรนสัน, สตีฟ จ๊อปส์, โอปราห์ วินฟรีย์ หรือ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก เป็นต้น

การได้เกรดเอรวด หรือได้เกรดสูง ๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่เกรดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นตัววัดวุฒิภาวะ ความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) หรือคุณลักษณะโดดเด่นอื่น ๆ เช่น การเอาตัวรอดนอกห้องเรียน ความรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นต้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ยที่ไม่สูงนัก อย่าให้เกรดเป็นอุปสรรคในการตามความฝันของคุณ เรามีแนวคิดดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณสร้างโอกาสในการได้งานที่ดีโดยไม่พึ่งเกรดมาฝากค่ะ

1. ทดลองไปฝึกงานที่บริษัทที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่ง

การมีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างจะทำให้คุณได้เปรียบและในบางกรณีดูมี “อะไร” มากกว่าการมีเกรดที่สวยหรู นายจ้างมักต้องการเด็กจบใหม่ที่พร้อมจะทำงานได้อย่างเป็นอิสระโดยที่ไม่ต้องมีคนมาดูแลมากมาย ขณะเรียนคุณควรหาโอกาสไปฝึกงานตามบริษัทที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่ง ประสบการณ์ในการฝึกงานมากกว่าหนึ่งแห่งในบริษัทที่เชื่อถือได้จะเป็นการรับรองทางอ้อมให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีความสามารถและความน่าเชื่อถือในการทำงานในระดับหนึ่ง

2. ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นเด็กเรียนได้เกรดสูง แต่การเป็นเด็กกิจกรรมก็ทำให้คุณได้สั่งเสริมประสบการณ์ด้านต่าง ๆ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรม สมาคมต่าง ๆ ที่มีในมหาวิทยาลัยจะช่วยขัดเกลาและฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้คุณได้ค้นหาตัวเองว่ามีความชอบและความถนัดในด้านใดเป็นพิเศษได้อีกด้วย การได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมทำกิจกรรมนอกหลักสูตรยังจะช่วยฝึกทักษะความเป็นผู้นำ และเปิดโอกาสให้คุณได้ฝึกการจัดการงานอีเวนท์ต่าง ๆ ได้ กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้คุณได้เปรียบผู้สมัครงานคนอื่น ๆ ที่อาจมีดีแค่เกรดเพียงอย่างเดียวได้

3. ทำงานอาสาสมัครเป็นจิตอาสา

การอาสาสมัครทำงานเป็นจิตอาสาให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณได้รับประสบการณ์ในการทำงานและยังได้ช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งนี้ยังทำให้ว่าที่นายจ้างได้เห็นอีกด้านของคุณว่าเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาที่อยากจะช่วยเหลือสังคม

4. ใช้จุดแข็งด้านโซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์

หากคุณเป็นเด็กจบใหม่ในตอนนี้ นั่นหมายความว่าคุณได้เปรียบที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ยุคมิลเลนเนียลที่เทคโนโลยีกำลังครองโลก โปรดจำไว้ว่าคนยุคมิลเลนเนียลเช่นคุณคือกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดกลุ่มหลักของธุรกิจเชิงพาณิชย์และนายจ้างส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ฉะนั้นนี่เป็นโอกาสอันดีของคุณที่จะทำให้ว่าที่นายจ้างประทับใจในทักษะการใช้โซเชียลมีเดียและความรู้ทางเทคโนโลยีของคุณให้เป็นประโยชน์

คุณควรจะรักษาสถานภาพทางโซเชียลมีเดียของคุณให้มีความน่าเชื่อถือ หมั่นอัปโหลดบล็อกส่วนตัวของคุณ และการมีแอคเคานท์ในอินสตาแกรมหรือยูทูปและสร้างคอนเทนท์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยคุณได้หากคุณสนใจในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารโดยใช้โซเชียลมีเดียหรือธุรกิจที่ต้องใช้การตลาดออนไลน์ การมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมหรือยูทูปหลายพันคนจะสร้างความน่าเชื่อถือให้คุณไปโดยปริยายไม่ว่าคุณจะมีเกรดเท่าใดก็ตาม

5. มุ่งเน้นไปที่ทักษะความสามารถที่ถ่ายทอดผ่านงานต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากผลการเรียน

ทักษะทางการทำงานที่คุณได้รับและฝึกฝนผ่านการทำงานและทำกิจกรรมต่าง ๆ (Transferable Skills) มีความสำคัญเทียบเท่ากับทักษะทางเทคนิคหรือองค์ความรู้ที่คุณได้รับจากตำราเรียน ความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีวินัย มีความรับผิดชอบจะทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การมีทักษะการติดต่อสื่อสารและการเข้าสังคมที่ดีที่รู้จักกาลเทศะจะช่วยให้คุณทำงานกับคนอื่น ๆ ได้อย่างราบรื่น สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะทางการทำงานพื้นฐานที่คุณควรต้องมีและฝึกฝนเพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในโลกของการทำงาน

การที่คุณได้เกรดต่ำ หรือมีผลการเรียนที่ไม่ดีไม่ได้หมายความว่าโลกของคุณจะดับสูญไป คุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังมีโอกาสรอคุณอยู่มากมาย คำถามคือคุณควรจะใช้ความสามารถและทักษะที่คุณมีอย่างไร และใช้มันไปทำอะไร พวกเราล้วนมีพรสวรรค์และพรแสวงที่ต่างกัน คุณแค่ต้องรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

เปลี่ยนงานแล้วเรียกเงินเดือน เท่าไรถึงจะดีต่อใจจนต้องร้องว้าว

ไขปัญหาคาใจคนทำงานทั้งหลาย…เมื่อ เปลี่ยนงานแล้วเรียกเงินเดือน จะเรียกเงินเดือนอย่างไรให้ทั้งตัวเราและเจ้านายใหม่แฮปปี้ win-win กันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเสียประโยชน์จากการต่อรองเงินเดือน แต่สำหรับ ฟรีแลนซ์ ก็คงต่อรองกันได้บ้างนะ คนทำงานต้องไม่เสียเปรียบ และขณะเดียวกันองค์กรก็ไม่เสียประโยชน์ด้วยเช่นกัน คุ้มค่ากับการลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรต่อไป ทำอย่างไรจะให้เจ้านายใหม่เกิดความเชื่อมั่น รับฟังตัวเลขเงินเดือนที่เราเสนอ พร้อม say yes ตอบตกลงเงินเดือนใหม่ให้เราแฮปปี้ ชีวิตดี๊…ดีได้สุด ๆ

เปลี่ยนงานแล้วเรียกเงินเดือน เท่าไรถึงจะดีต่อใจจนต้องร้องว้าว

เปลี่ยนงานแล้วเรียกเงินเดือน เท่าไรถึงจะดีต่อใจจนต้องร้องว้าว

มีเทคนิคดี ๆ มาฝากคนทำงานที่อยากจะขยับ step เปลี่ยนงาน ว่ามีหลักการอะไรบ้างที่ควรคำนึงในการอัปเรทเงินเดือน

1. โครงสร้างเงินเดือนในตลาดงาน

การเรียกเงินเดือนที่มากไปหรือน้อยเกินไป อาจทำให้ผู้สัมภาษณ์งานข้องใจในความสามารถของเรา เพราะความสามารถของเราอาจเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับตัวเลขที่เรียกไปก็ได้ จำนวนเงินเดือนที่ไม่พอดีและทำให้องค์กรเกิดการตั้งคำถามกลับแบบนี้จะส่งผลเสียกับการต่อรองเงินเดือนของเราเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงควรตั้งเงินเดือนในอัตราที่เหมาะสม สอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือนในตลาดงาน โดยศึกษาหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์หางานทั้งหลาย หรือสอบถามจากผู้มีประสบการณ์ตรง หรือลองสำรวจดูก่อนว่าเงินเดือนของตำแหน่งงานที่เราทำอยู่นั้น องค์กรสามารถจ่ายเงินเดือนให้เราได้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่องค์กรต่าง ๆ ก็จะมีงบประมาณเงินเดือนของแต่ละตำแหน่งกำหนดไว้อยู่แล้ว อย่าลืมว่าหากตั้งเงินเดือนเว่อร์เกินไป หรือเกินงบประมาณที่องค์กรตั้งไว้ แถมคุณสมบัติของเราก็ยังไม่ดึงดูดให้องค์กรอยากเรียกมาต่อรองแล้วละก็ องค์กรก็อาจพิจารณาตัวเลือกลำดับถัดไปมาแทนที่เราได้

2. ค่าใช้จ่ายในการทำงานที่ใหม่

ย้ายงานแต่ละที่ต้องดูดี ๆ ว่ามีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าสังสรรค์ ค่าครองชีพทั้งหลายของที่ทำงานใหม่ คำนวณค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ต่อเดือนแล้วเก็บข้อมูลไว้ ลองวางแผนต่อว่า เราต้องทำงานที่นี่ต่อไปอีกกี่ปี อัตราเงินเฟ้อปีละประมาณเท่าใด โดยปกติแล้วอัตราเงินเฟ้อจะส่งผลให้ค่าครองชีพของเราเพิ่มขึ้น 2 – 3% ต่อปี ข้อมูลค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะสามารถบอกได้ว่าเราต้องได้รับเงินเดือนเพิ่มเท่าไหร่จึงจะพอใช้พอเก็บนั่นเอง

3. คุณค่าประสบการณ์ ความสามารถ และทักษะในการทำงานที่มี

ความสามารถในการทำงานเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราสามารถต่อรองเงินเดือนได้ สามารถแข่งขันกับคนอื่น ๆ ในตลาดงานได้ เรามีข้อดีอะไร หรือมีทักษะใดที่เหนือกว่าคนอื่นหรือไม่ ทั้งวุฒิการศึกษา ผลงานที่ผ่านมา การฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงาน หรือการทดสอบความรู้ต่าง ๆ แน่นอนว่าเจ้านายใหม่ต้องยินดีที่จะได้คนเก่ง มีศักยภาพมาร่วมงานด้วย พึงระวังไว้ว่า อย่าพูดหรือแสดงออกใด ๆ ให้เจ้านายใหม่รู้ว่า “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนงานของเรา แต่ต้องทำให้เขารู้ว่าเงินเดือนที่เราเรียกไปเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว อ้างอิงจากประสบการณ์ ทักษะ และความสามารถที่เรามี ต้องสร้างความประทับใจพร้อมแสดงทัศนคติเชิงบวก เพื่อให้ไม่พลาดงานที่ต้องการ และเรียกเงินเดือนได้ใกล้เคียงกับความต้องการของเราได้มากขึ้น

4. ค่าความท้าทายในงาน

หากงานใหม่มีระดับความยากในการทำงานเพิ่มขึ้น ความท้าทาย และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการทำงาน ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเรียกเงินเดือนให้เหมาะสมกับค่างาน ถ้าหากได้เข้าไปทำแล้วจะคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความท้าทายในงานใหม่นั้น ผู้หางานควรมองว่าสิ่งนี้คือโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองด้วยเช่นกัน

5. ค่าสวัสดิการ

การพิจารณาเรื่องเงินเดือนอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ ให้ดูว่าสวัสดิการต่าง ๆ ที่จะได้รับจากที่ทำงานใหม่เป็นอย่างไร เพราะสวัสดิการที่ดีก็มีความสำคัญไปไม่น้อยกว่าเงินเดือนสูง ๆ อีกทั้งเงินเดือนที่เห็นว่าเยอะนั้น ก็อาจจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ด้วยก็ได้ ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว อาจเหลือเงินไม่พอใช้อยู่ดี ดังนั้นก่อนจะมีการต่อรองเงินเดือน ลองคิดเฉลี่ยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เสียก่อน จะได้ดูว่าเงินเดือนที่เราจะได้รับนั้นพอดีกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ไม่แน่ว่าเงินเดือนที่น้อยกว่า แต่สวัสดิการดีกว่า อาจตอบโจทย์ความต้องการของเรามากกว่าก็ได้

6. ค่าความสามารถของตนที่เหมาะสม

ถึงเวลาคำนวณค่าตัวที่เหมาะสมกันแล้ว เริ่มจากดูว่าปัจจุบันเราได้เงินเดือนเท่าไหร่ ให้นำเงินเดือนตัวเองในปัจจุบัน มาคูณ 12 เดือน หรือถ้าบริษัทที่ทำอยู่มีโบนัสประจำ ก็คูณ 13 เดือนเข้าไป (เช่น 20,000 x 13 = 260,000) ได้ตัวเลขเงินเดือนทั้งปี หากมีโบนัสที่จ่ายตามผลงานหรือเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ ก็ให้นำเงินได้นั้นมาคิดค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (เช่น 40,000+20,000+20,000 = 80,000/3 = 26,667) แล้วนำมารวมกับเงินเดือนต่อปีข้างต้น (260,000+26,667 = 286,667) หารด้วย 12 เดือน (= 23,889 ตีเป็นเลขสวยกลม ๆ 24,000) นี่คือเงินเดือนขั้นต่ำที่เราควรได้รับ

ได้ตัวเลขเงินเดือนขั้นต่ำที่ควรได้รับแล้ว ก็ให้นำเงินที่ว่ามาบวกเพิ่มด้วยค่างานของงานที่ใหม่ เช่น ความท้าทายของงาน เนื้องานใหม่ ๆ ที่ต้องเรียนรู้ ยิ่งงานท้าทายมากก็บวกเพิ่ม แต่ควรให้อยู่ในช่วงประมาณ 10 – 15% จึงจะถือว่ากำลังดี ในเมื่อเรามีหลักการคำนวณอย่างเป็นระบบแบบนี้ เวลาบริษัทถามก็สามารถตอบได้อย่างมั่นใจมีเหตุผลหนักแน่น เพิ่มคะแนนบวกบวกไปในตัว

จะว่าไปการเปลี่ยนงาน และเรียกเงินเดือนใหม่ให้เหมาะสมก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องมีการทำการบ้าน หาข้อมูล เพื่อนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากเรียกเงินเดือนสูงไปก็อาจไม่ได้งาน เรียกเงินเดือนต่ำไปก็อาจเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายย่อมรู้ดีว่ากว่าเงินเดือนจะขยับขึ้นในแต่ละปีนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด หากสามารถสร้างฐานเงินเดือนที่สูงได้ตั้งแต่แรก ก็จะเป็นพลังในการทำงานได้ต่อไป เริ่มต้นด้วยเรื่องดี ๆ ก็ย่อมต่อยอดไปสู่สิ่งดี ๆ ได้อีกมากมาย

SocialNetworkDownload.com © 2014 Frontier Theme