SocialNetworkDownload.com

แหล่งรวมโปรแกรมโซเชียลเน็ตเวิร์ค สังคมออนไลน์ เอาไว้มากที่สุด

บทความยอดนิยม

เปลี่ยนงานแล้วเรียกเงินเดือน เท่าไรถึงจะดีต่อใจจนต้องร้องว้าว

ไขปัญหาคาใจคนทำงานทั้งหลาย…เมื่อ เปลี่ยนงานแล้วเรียกเงินเดือน จะเรียกเงินเดือนอย่างไรให้ทั้งตัวเราและเจ้านายใหม่แฮปปี้ win-win กันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเสียประโยชน์จากการต่อรองเงินเดือน แต่สำหรับ ฟรีแลนซ์ ก็คงต่อรองกันได้บ้างนะ คนทำงานต้องไม่เสียเปรียบ และขณะเดียวกันองค์กรก็ไม่เสียประโยชน์ด้วยเช่นกัน คุ้มค่ากับการลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรต่อไป ทำอย่างไรจะให้เจ้านายใหม่เกิดความเชื่อมั่น รับฟังตัวเลขเงินเดือนที่เราเสนอ พร้อม say yes ตอบตกลงเงินเดือนใหม่ให้เราแฮปปี้ ชีวิตดี๊…ดีได้สุด ๆ

เปลี่ยนงานแล้วเรียกเงินเดือน เท่าไรถึงจะดีต่อใจจนต้องร้องว้าว

เปลี่ยนงานแล้วเรียกเงินเดือน เท่าไรถึงจะดีต่อใจจนต้องร้องว้าว

มีเทคนิคดี ๆ มาฝากคนทำงานที่อยากจะขยับ step เปลี่ยนงาน ว่ามีหลักการอะไรบ้างที่ควรคำนึงในการอัปเรทเงินเดือน

1. โครงสร้างเงินเดือนในตลาดงาน

การเรียกเงินเดือนที่มากไปหรือน้อยเกินไป อาจทำให้ผู้สัมภาษณ์งานข้องใจในความสามารถของเรา เพราะความสามารถของเราอาจเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับตัวเลขที่เรียกไปก็ได้ จำนวนเงินเดือนที่ไม่พอดีและทำให้องค์กรเกิดการตั้งคำถามกลับแบบนี้จะส่งผลเสียกับการต่อรองเงินเดือนของเราเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงควรตั้งเงินเดือนในอัตราที่เหมาะสม สอดคล้องกับโครงสร้างเงินเดือนในตลาดงาน โดยศึกษาหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์หางานทั้งหลาย หรือสอบถามจากผู้มีประสบการณ์ตรง หรือลองสำรวจดูก่อนว่าเงินเดือนของตำแหน่งงานที่เราทำอยู่นั้น องค์กรสามารถจ่ายเงินเดือนให้เราได้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่องค์กรต่าง ๆ ก็จะมีงบประมาณเงินเดือนของแต่ละตำแหน่งกำหนดไว้อยู่แล้ว อย่าลืมว่าหากตั้งเงินเดือนเว่อร์เกินไป หรือเกินงบประมาณที่องค์กรตั้งไว้ แถมคุณสมบัติของเราก็ยังไม่ดึงดูดให้องค์กรอยากเรียกมาต่อรองแล้วละก็ องค์กรก็อาจพิจารณาตัวเลือกลำดับถัดไปมาแทนที่เราได้

2. ค่าใช้จ่ายในการทำงานที่ใหม่

ย้ายงานแต่ละที่ต้องดูดี ๆ ว่ามีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าสังสรรค์ ค่าครองชีพทั้งหลายของที่ทำงานใหม่ คำนวณค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ต่อเดือนแล้วเก็บข้อมูลไว้ ลองวางแผนต่อว่า เราต้องทำงานที่นี่ต่อไปอีกกี่ปี อัตราเงินเฟ้อปีละประมาณเท่าใด โดยปกติแล้วอัตราเงินเฟ้อจะส่งผลให้ค่าครองชีพของเราเพิ่มขึ้น 2 – 3% ต่อปี ข้อมูลค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะสามารถบอกได้ว่าเราต้องได้รับเงินเดือนเพิ่มเท่าไหร่จึงจะพอใช้พอเก็บนั่นเอง

3. คุณค่าประสบการณ์ ความสามารถ และทักษะในการทำงานที่มี

ความสามารถในการทำงานเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราสามารถต่อรองเงินเดือนได้ สามารถแข่งขันกับคนอื่น ๆ ในตลาดงานได้ เรามีข้อดีอะไร หรือมีทักษะใดที่เหนือกว่าคนอื่นหรือไม่ ทั้งวุฒิการศึกษา ผลงานที่ผ่านมา การฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงาน หรือการทดสอบความรู้ต่าง ๆ แน่นอนว่าเจ้านายใหม่ต้องยินดีที่จะได้คนเก่ง มีศักยภาพมาร่วมงานด้วย พึงระวังไว้ว่า อย่าพูดหรือแสดงออกใด ๆ ให้เจ้านายใหม่รู้ว่า “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนงานของเรา แต่ต้องทำให้เขารู้ว่าเงินเดือนที่เราเรียกไปเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว อ้างอิงจากประสบการณ์ ทักษะ และความสามารถที่เรามี ต้องสร้างความประทับใจพร้อมแสดงทัศนคติเชิงบวก เพื่อให้ไม่พลาดงานที่ต้องการ และเรียกเงินเดือนได้ใกล้เคียงกับความต้องการของเราได้มากขึ้น

4. ค่าความท้าทายในงาน

หากงานใหม่มีระดับความยากในการทำงานเพิ่มขึ้น ความท้าทาย และความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการทำงาน ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเรียกเงินเดือนให้เหมาะสมกับค่างาน ถ้าหากได้เข้าไปทำแล้วจะคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความท้าทายในงานใหม่นั้น ผู้หางานควรมองว่าสิ่งนี้คือโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองด้วยเช่นกัน

5. ค่าสวัสดิการ

การพิจารณาเรื่องเงินเดือนอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ ให้ดูว่าสวัสดิการต่าง ๆ ที่จะได้รับจากที่ทำงานใหม่เป็นอย่างไร เพราะสวัสดิการที่ดีก็มีความสำคัญไปไม่น้อยกว่าเงินเดือนสูง ๆ อีกทั้งเงินเดือนที่เห็นว่าเยอะนั้น ก็อาจจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ด้วยก็ได้ ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว อาจเหลือเงินไม่พอใช้อยู่ดี ดังนั้นก่อนจะมีการต่อรองเงินเดือน ลองคิดเฉลี่ยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เสียก่อน จะได้ดูว่าเงินเดือนที่เราจะได้รับนั้นพอดีกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ไม่แน่ว่าเงินเดือนที่น้อยกว่า แต่สวัสดิการดีกว่า อาจตอบโจทย์ความต้องการของเรามากกว่าก็ได้

6. ค่าความสามารถของตนที่เหมาะสม

ถึงเวลาคำนวณค่าตัวที่เหมาะสมกันแล้ว เริ่มจากดูว่าปัจจุบันเราได้เงินเดือนเท่าไหร่ ให้นำเงินเดือนตัวเองในปัจจุบัน มาคูณ 12 เดือน หรือถ้าบริษัทที่ทำอยู่มีโบนัสประจำ ก็คูณ 13 เดือนเข้าไป (เช่น 20,000 x 13 = 260,000) ได้ตัวเลขเงินเดือนทั้งปี หากมีโบนัสที่จ่ายตามผลงานหรือเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ ก็ให้นำเงินได้นั้นมาคิดค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง (เช่น 40,000+20,000+20,000 = 80,000/3 = 26,667) แล้วนำมารวมกับเงินเดือนต่อปีข้างต้น (260,000+26,667 = 286,667) หารด้วย 12 เดือน (= 23,889 ตีเป็นเลขสวยกลม ๆ 24,000) นี่คือเงินเดือนขั้นต่ำที่เราควรได้รับ

ได้ตัวเลขเงินเดือนขั้นต่ำที่ควรได้รับแล้ว ก็ให้นำเงินที่ว่ามาบวกเพิ่มด้วยค่างานของงานที่ใหม่ เช่น ความท้าทายของงาน เนื้องานใหม่ ๆ ที่ต้องเรียนรู้ ยิ่งงานท้าทายมากก็บวกเพิ่ม แต่ควรให้อยู่ในช่วงประมาณ 10 – 15% จึงจะถือว่ากำลังดี ในเมื่อเรามีหลักการคำนวณอย่างเป็นระบบแบบนี้ เวลาบริษัทถามก็สามารถตอบได้อย่างมั่นใจมีเหตุผลหนักแน่น เพิ่มคะแนนบวกบวกไปในตัว

จะว่าไปการเปลี่ยนงาน และเรียกเงินเดือนใหม่ให้เหมาะสมก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องมีการทำการบ้าน หาข้อมูล เพื่อนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากเรียกเงินเดือนสูงไปก็อาจไม่ได้งาน เรียกเงินเดือนต่ำไปก็อาจเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายย่อมรู้ดีว่ากว่าเงินเดือนจะขยับขึ้นในแต่ละปีนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด หากสามารถสร้างฐานเงินเดือนที่สูงได้ตั้งแต่แรก ก็จะเป็นพลังในการทำงานได้ต่อไป เริ่มต้นด้วยเรื่องดี ๆ ก็ย่อมต่อยอดไปสู่สิ่งดี ๆ ได้อีกมากมาย

เผยเทคนิคถ่ายภาพ Street Photography ตามแบบฉบับช่างภาพมืออาชีพ

หัวเว่ยได้พุดคุยกับอเล็กซ์ แลมเบรซท์ (Alex Lambrechts) ช่างภาพสายข่าว แฟชั่นและโฆษณาชื่อดัง และเป็นแอมบาสเดอร์ระดับโลกของ Leica ภายหลัง เผยเทคนิคถ่ายภาพ Street Photography จากที่เสร็จสิ้นการถ่ายทำเบื้องหลังแคมเปญโฆษณาของสมาร์ทโฟน HUAWEI P20 Pro ในโอกาสนี้ อเล็กซ์ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับการถ่ายภาพแนวสตรีทให้สวยงามโดยใช้เพียงสมาร์ทโฟน ซึ่งเทคนิคเหล่านี้เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าการถ่ายภาพระดับมืออาชีพนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้แต่เพียงแต่กล้องถ่ายภาพแบบ DSLR เพียงอย่างเดียว เพราะสมาร์ทโฟนก็ทำได้

เผยเทคนิคถ่ายภาพ Street Photography ตามแบบฉบับช่างภาพมืออาชีพ

เผยเทคนิคถ่ายภาพ Street Photography ตามแบบฉบับช่างภาพมืออาชีพ

ถ่ายแบบแคนดิด: “ภาพถ่ายแบบแคนดิดหรือภาพถ่ายที่บุคคลซึ่งถูกบันทึกภาพไม่รู้ตัวว่าถูกบันทึกภาพอยู่นั้นสามารถเป็นภาพที่สวยงามได้โดยเฉพาะในช่วงที่มีแสงแดดมากอย่างในฤดูร้อน วิธีหนึ่งที่ผมชอบใช้เวลาจะถ่ายภาพแบบแคนดิดคือทำเหมือนว่ากำลังถ่ายภาพตัวเองอยู่ แต่จริงๆ แล้วผมแอบหมุนกล้องไปถ่ายภาพพวกเขาอยู่ วิธีการนี้เป็นวิธีที่ช่างภาพแนวสตรีทหลายๆ คนใช้เพื่อบันทึกภาพบุคคลในแบบที่เป็นธรรมชาติ และวิธีนี้ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”

ลองก้าวออกจากจุดที่คุ้นเคยเพื่อค้นหาภาพที่เป็นเอกลักษณ์: “ยามฝนตกหรือหมอกลงจัดอาจจะไม่ใช่สภาพอากาศที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ แต่สภาพอากาศเช่นนี้ช่วยเสริมบรรยากาศของภาพถ่ายได้เช่นกัน ลองถ่ายภาพของสิ่งต่างๆ ผ่านหน้าต่างที่เปียกชุ่มด้วยน้ำฝนหรือถูกปกคลุมด้วยหมอกดูบ้าง ผู้คนมักจะไม่ออกจากบ้านในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้าย ดังนั้นคุณอาจจะถ่ายภาพที่คนอื่นไม่เคยถ่ายมาก่อนเลยก็ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายๆ คนชอบถ่ายภาพสไตล์สตรีทในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้าย”

ใช้เทคนิคโบเก้ให้เป็นประโยชน์: เทคนิคโบเก้เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อเบลอฉากหลังและช่วยดึงความสนใจผู้ชมไปยังจุดโฟกัสเพียงจุดเดียวของภาพ เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ประโยชน์มากเพราะเทคนิคนี้สามารถใช้ลบสิ่งรบกวนออกจากภาพและดึงสายตาผู้ชมภาพไปยังบุคคลซึ่งเป็นจุดโฟกัสของภาพได้โดยธรรมชาติ เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์แบบ คุณสามารถทดลองปรับตั้งค่ารูรับแสงและปรับระดับของโบเก้ให้เหมาะสมขณะถ่ายภาพได้

มองหาเงาสะท้อนในน้ำหรือวัตถุที่สะท้อนภาพได้ เช่น กระจก: ลองปรับมุมมองสำหรับการถ่ายภาพบุคคลโดยการถ่ายภาพแบบที่เห็นเงาสะท้อนของคนๆ นั้นเพื่อให้ผู้ชมต้องมองภาพที่คุณถ่ายซ้ำอีกครั้ง ก่อนถ่ายภาพ อย่าลืมสังเกตว่าเส้นแนวนอนอันเป็นเส้นที่เป็นจุดตัดระหว่างบุคคลที่คุณถ่ายกับแหล่งกำเนิดเงาสะท้อนนั้นอยู่ในระนาบเดียวกัน หากไม่แน่ใจ ลองใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือช่วยก็ได้

จัดองค์ประกอบของภาพ: ลองจัดองค์ประกอบต่างๆ ของภาพหากถ่ายภาพบุคคลที่มีคนมากกว่า 1 คนในภาพ แทนที่จะให้ทุกคนยืนตัวตรงในระนาบเดียวกัน ลองให้ใครสักคนขยับตัวเข้ามาใกล้คุณมากขึ้น แล้วคุณจะเห็นสีหน้าท่าทางของคนนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากนั้น ลองให้ใครสักคนถอยหลังให้ห่างจากคนอื่นจนเห็นแค่ลำตัวท่อนบนเพื่อให้คนที่อยู่ในภาพดูมีระยะแตกต่างกัน การจัดองค์ประกอบของภาพแบบนี้จะเหมาะสมกับการถ่ายภาพคน 3 คน หรืออาจจะปรับเปลี่ยนหากมีคนมากกว่านั้นก็ได้

อย่ากลัวแสงเงา: ภาพถ่ายหลายๆ ภาพสวยงามเพราะการใช้ลูกเล่นของแสง ดังนั้นไม่ต้องกลัวที่จะใช้แสงเป็นลูกเล่นของภาพและลองใช้เงาให้เป็นองค์ประกอบ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายภาพบุคคล ที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องใช้สมาร์ทโฟนที่ถ่ายภาพได้คมชัดแม้ในสภาพแสงน้อย

นอกจากนี้ ตั้ม-ชนิพล กุศลชาติธรรม อินสตาแกรมเมอร์ชาวไทยชื่อดังเจ้าของแอคเค้าท์ Rockkhound และช่างภาพ Street Photographer ฝีมือดีที่มีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน เพิ่มเติมว่า “การที่จะได้ภาพถ่ายสตรีทดีๆ สัก 1 หนึ่งรูปนั้นต้องอาศัยความอดทนและความขยัน อย่างภาพสตรีทที่เห็นอินสตาแกรมนั้น ไม่ใช่ว่าผมออกไปเดินแค่ครั้งเดียวแล้วได้รูปที่ดีเลย ต้องเริ่มจากการทำความรู้จักแต่ละสถานที่ที่เราชอบ หรือที่อยากไปถ่าย ให้สัมผัสและเคยชินกับมัน จนทำให้เราได้เห็นในมุมมองใหม่ๆ ได้มากกว่าที่คนอื่นเห็น รวมไปถึงการหมั่นศึกษาและทำความรู้จักกับอุปกรณ์ที่เราใช้ให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ใช้ฟีเจอร์หรือโหมดที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ แต่ละสถานที่ หรือแต่ละสภาพแสง และบันทึกภาพที่น่าประทับใจได้ทันท่วงที”

“ช่วงเวลากลางคืนหรือก่อนรุ่งเช้า เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ผมมองว่ามีเสน่ห์มากในการถ่ายภาพแนวสตีทเพราะเรื่องราวที่จะสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพถ่ายนั้นจะแตกต่างกับช่วงกลางวัน ส่วนตัวผมมองว่าช่วงเวลาถ่ายรูปกลางคืนที่ดีที่สุดจะเป็นช่วง 15 นาทีก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือ 10 นาทีหลังพระอาทิตย์ตก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ยังพอมีแสงธรรมชาติอยู่บ้าง จึงทำให้ภาพที่ออกมามีความคมขึ้น นอกจากนี้เสน่ห์ของการถ่ายรูปสตรีทตอนกลางคืนก็คือแสงไฟหลากหลายสีสันของเมืองใหญ่ ทั้งบนตึกและท้องถนน การเก็บแสงเหล่านี้ก่อนหน้านี้ผมจะต้องใช้ขาตั้งกล้องออกไปถ่าย แต่ปัจจุบันมีสมาร์ทโฟนที่ฉลาดขึ้น ทำให้สามารถใช้แค่มือถือเอาไว้นิ่งๆ ถึงแม้ว่าจะมือสั่นเล็กน้อย เทคโนโลยี AI ก็จะนำภาพมารวมกันให้ได้ภาพที่สวยงาม ไม่สั่น โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ซึ่งทำให้การเดินทางออกไปถ่ายภาพสตรีทของผมคล่องตัวขึ้นมาก รวมไปถึงไม่ว่าจะถ่ายเวลาดึกแค่ไหน AI ก็จะช่วยตั้งค่าอัตโนมัติให้ได้แสงในภาพอย่างเหมาะสม อีกอย่างคือการถ่ายรูปผู้คนบนท้องถนน บางครั้งช่างภาพอาจไม่สามารถเข้าใกล้ตัวแบบที่จะถ่ายได้มากนัก เพราะต้องการความเป็นธรรมชาติ จำเป็นต้องซูม แต่หากซูมจากกล้องโปร ตัวแบบอาจสังเกตเห็น การใช้สมาร์ทโฟนที่มีฟีเจอร์ซูมได้เยอะโดยไม่ลดทอนคุณภาพของไฟล์ภาพถือว่าช่วยได้มาก”

อาชีพ Finance ทำอย่างไร ให้เป็นนักบริหารการเงินที่มีคุณภาพ

งานการเงิน (Finance) เป็นตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารด้านการเงิน หรือจะรับงานแบบ ฟรีแลนซ์ ไม่ว่าจะเป็น งานหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ (Securities and Investment Banking) งานธนาคาร (Banking) งานการเงินของบริษัท (Corporate Finance) และงานจัดการลงทุน (Fund Management)

อาชีพ Finance ทำอย่างไร ให้เป็นนักบริหารการเงินที่มีคุณภาพ

อาชีพ Finance ทำอย่างไร ให้เป็นนักบริหารการเงินที่มีคุณภาพ

ตำแหน่งงานด้านการเงิน เป็นตำแหน่งการบริหารด้านการเงินสำหรับองค์กร หรือหน่วยงานธนาคาร โดยมีเนื้อหาสาระอยู่ที่ การวางแผนการจัดระเบียบ การควบคุมกำกับกิจกรรมทางการเงินในบริษัท เช่น การจัดซื้อ และการใช้ประโยชน์จากเงินทุนขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ

งาน Finance เปิดรับสมัครงาน สำหรับผู้ที่จบการศึกษามาจาก คณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (สาขาการเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน) เนื่องจากงานทางด้านการเงินเป็นงานที่อาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน ผู้ที่เรียนจบสายตรงมาจากคณะดังกล่าว จึงจะได้เปรียบกว่าผู้หางานที่จบมาไม่ตรงสาย

คุณสมบัติของผู้ทำงานด้านการเงิน มีอะไรบ้าง

มีความละเอียดรอบคอบ และความรับผิดชอบในการทำงาน
มีความรู้ความสามารถ และทักษะการบริหารการเงินเป็นอย่างดี
มีทักษะด้านการบริหารจัดการ และสามารถทำงานเป็นทีมได้
มีความสามารถให้การโน้มน้าวใจผู้อื่น ให้ปฏิบัติตามนโยบายการเงินของบริษัทฯ ได้
งานการเงินของบริษัท มีหน้าที่อย่างไร

งานการเงินของแต่ละบริษัทนั้น คือส่วนที่ทำหน้าที่บริหารจัดการการเงินของบริษัท เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินกิจการต่าง ๆ และดูแลการใช้เงิน และจ่ายเงิน เช่น การซื้อวัตถุดิบ การควบคุมจำนวนสินค้าระหว่างผลิต ตำแหน่งสูงสุดในสายงานนี้ ได้แก่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารทางการเงิน (Chief Financial Officer) หรือ CFO

หน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ทางด้านการเงินของแต่ละบริษัทอย่างคร่าว ๆ มีดังนี้

งานการเงินทำอะไรบ้างกำกับดูแล การวิเคราะห์ จัดทำและนำเสนอการวางแผนการดำเนินงานการเงินทั้งระยะสั้น และระยะยาว ได้อย่างเป็นระบบ
นำเสนอการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน และประมาณการงบประมาณ ของฝ่ายงานต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ กิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทฯ
จัดทำและนำเสนอตัวเลขทางด้านการเงิน และจัดทำรายงานการดำเนินงานทางด้านการเงิน
จัดทำ และวางแผนการจ่ายเงิน และควบคุมการรับ-จ่ายเงินของบริษัท
จัดทำ และนำเสนอแผนการใช้เงินลงทุน ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจแก่ผู้บริหาร
งานการเงินเป็นสายงานที่หลากหลายของตำแหน่งงาน เพราะผู้หางานสามารถทำได้ในหลายหน่วยงาน ทั้งทางภาครัฐ และเอกชน ผู้หางานจึงต้องเลือก และพิจารณาอย่างถ้วนถี่ว่า งานการเงินสายใดที่เหมาะกับตัวเราอย่างแท้จริง ผู้ทำงานด้านการเงิน ต้องเป็นบุคคลที่มีทั้งความสามารถ และความเชี่ยวชาญในสายงานของตน ควบคู่กันไป เนื่องจากงานด้านนี้ เป็นงานที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบค่อนข้างสูง อีกทั้งยังต้องมีความรอบคอบอีกด้วย

โกรธเพื่อนร่วมงาน จนหน้ามืดพร้อมรบต้องจัดการตัวเองยังไง

การทำงานย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้างจนบางครั้งเลยเถิดถึงขนาด โกรธเพื่อนร่วมงาน จนหน้ามืดพร้อมรบ เราก็ต้องจัดการตัวเองยังไงเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายจากเรื่องงานลามไปเรื่องส่วนตัวและอื่นๆ ได้

โกรธเพื่อนร่วมงาน จนหน้ามืดพร้อมรบต้องจัดการตัวเองยังไง

โกรธเพื่อนร่วมงาน จนหน้ามืดพร้อมรบต้องจัดการตัวเองยังไง
  1. รู้ทันอารมณ์ตัวเอง – ท่องคำพระเข้าไว้ “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” สูดหายใจลึก ๆ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ก็จะทำให้คุณคุมสติได้ ไม่เผลอพลั้งปากโต้ตอบให้ความเดิมยืดเยื้อไปกันใหญ่ หลายคนอาจบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุณ แต่อย่าลืมนะคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝึกได้ หากเรารู้จักฝึก รู้จักควบคุม แน่นอนว่า เราจะรู้จักการระงับมันได้ดีขึ้นในวันหนึ่งค่ะ
  2. หามุมสงบสติอารมณ์ – เมื่อควบคุมอารมณ์ยังไม่ได้ ณ ตอนนั้น ก็ขอให้คุณเดินหลบฉากหามุมนั่งทบทวนเหตุการณ์ เพื่อสงบสติอารมณ์ อย่างน้อยก็ลดการปะทะต่อหน้า เมื่อตั้งสติได้ ก็จะได้หาวิธีแก้ไขปัญหาให้ลงตัวกันทุกฝ่ายได้ไม่ยากค่ะ มุมสงบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจเป็นโต๊ะทำงานของตัวเอง บางคนอาจจะใช้ห้องน้ำ ปิดประตูอยู่เงียบ ๆ คนเดียว ขังอารมณ์โกรธไว้ในนั้น วิธีนี้ก็ไม่เลวค่ะ
  3. ผ่อนคลายอารมณ์ -เมื่ออารมณ์ขุ่นมัว ก็ลองหาวิธีผ่อนคลายอารมณ์ โดยการทำสิ่งที่ชอบ เช่น ฟังเพลง เล่นเกม เล่นโซเชียลมีเดีย พักซัก 5-10 นาที หรือบางคนอาจใช้วิธีเดินไปร้านกาแฟ สั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้ว จิบอะไรเย็น ๆ ให้ดีต่อใจ แล้วค่อยกลับไปทำงานและคลี่คลายปัญหาที่มีอยู่ แบบนี้ก็ช่วยได้มากเลยละ
  4. อดทน…ท่องไว้ว่าเราคือมืออาชีพ – ความอดทนก็คือการฝึกจิตให้สงบนั่นเองค่ะ ฟังเหมือนง่ายแต่ดูย๊ากยาก อย่าลืมค่ะ ว่านี่คือวิถีแห่งความเป็นมืออาชีพ ทุกครั้งที่คุณโกรธหรือโมโห คุณต้องตระหนักเสมอว่าคุณเป็นมืออาชีพพอที่จะไม่เอาอารมณ์ส่วนตัวมาสาดใส่งาน หรือเพื่อนร่วมงาน ต่อให้จะถูกอีกฝ่ายยั่วยุหรือทำตัวชวนโมโหแค่ไหน แต่ในโลกของการทำงาน สังคมจะยอมรับและปรบมือให้กับคนเป็นมืออาชีพเท่านั้นค่ะ ไม่ใช่ใครที่ใส่อารมณ์เก่งกว่า
  5. ระบายกับเพื่อน – ย้ำ!!! นะคะว่าควรระบายกับเพื่อน ไม่ใช่ไประบายในโซเชียลกับเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และว่ากล่าวเพื่อนร่วมงานเป็นฉาก ๆ เพราะถ้าใครในที่ทำงานมาเห็นเข้า จะทำให้คุณดูไม่ดีเอาซะเลยค่ะ แต่จงมองหาใครสักคนที่คุณไว้ใจ และสบายใจที่จะคุยด้วย ให้คุณได้ระบายอะไรในใจออกมาบ้าง แต่ต้องย้ำนะคะว่า ระบาย ไม่ใช่การนินทาว่าร้าย อันนี้เราต้องแยกให้ออก เพราะแน่นอนว่า หากคุณเลือกที่จะนินทาหรือหาพรรคพวก แบบนี้ไม่ดีทั้งกับตัวคุณและองค์กรของคุณแน่นอน
  6. คิดบวก ให้อภัย – ในชีวิตการทำงาน เราไม่สามารถเลือกเพื่อนร่วมงานที่ถูกใจได้ และเราก็อาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนร่วมงานที่ถูกใจสำหรับทุกคน ถือซะว่าการที่เจอเพื่อนร่วมงานแบบที่ทำให้เราไม่พอใจ ทำให้เราโมโห เป็นบททดสอบความอดทนในการทำงานก็ได้ ให้คิดว่าใคร ๆ ก็ต้องมีเรื่องที่ไม่รู้ และเรื่องผิดพลาดกันทั้งนั้น แม้แต่ตัวเราเอง บางทีเราอาจจะทำอะไรผิดพลาดซะเอง ให้อภัยเพื่อนร่วมงานของคุณดีกว่าค่ะ อะไร ๆ จะดีขึ้น รวมถึงอารมณ์ของคุณด้วย

อยากหางานใหม่ แต่ไม่มีเวลาทำอย่างไรให้ได้งานด้วยวิธีนี้เลย

เชื่อว่าหลายคนคงตกอยู่ในสภาพนี้แน่ๆ ที่เวียนวนโหมงานหนักตั้งแต่เช้าจรดเย็นตลอดทั้งสัปดาห์ แต่กลับมองไม่เห็นความก้าวหน้าในงานที่ทำอยู่ แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ที่อยากทำงานใหม่ๆ เช่นกัน อยากจะใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อหางานใหม่ที่ใช่ และดีกว่าเดิม แต่ด้วยความเหนื่อยล้า และความเครียดจากการทำงานในแต่ละวัน ทำให้ไม่มีแรงหางานใหม่ และอยากพักผ่อนมากกว่า ซึ่งเรามีมีวิธีง่ายๆ มาแนะนำ ให้คุณหลุดออกจากวังวนนี้ แม้จะงานยุ่งแค่ไหน ก็หางานใหม่ที่ใช่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้

อยากหางานใหม่ แต่ไม่มีเวลาทำอย่างไรให้ได้งานด้วยวิธีนี้เลย

อยากหางานใหม่ แต่ไม่มีเวลาทำอย่างไรให้ได้งานด้วยวิธีนี้เลย

1. ใช้เวลาวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อหางาน – จริงอยู่ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นวันแห่งการพักผ่อนของคนทำงาน แต่ถ้าจัดสรรเวลาให้สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่า และวางแผนสำหรับการหางานใหม่ให้ดี คุณจะไม่เสียวันหยุดพักผ่อนของคุณไปทั้งหมดแน่นอน คุณควรจัดสรรเวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อการหางาน ไปกับการคัดกรองประกาศงาน เขียนใบสมัคร และอัปเดตโปรไฟล์ หลังจากนั้น ได้เวลาให้รางวัลตัวเองด้วยการผ่อนคลาย สบายอารมณ์ในช่วงเย็น เคล็ดลับอยู่ที่การจัดสรรเวลาให้เป็นประโยชน์ ปิดสิ่งรบกวน ปิดไลน์ ปิดเฟซบุ๊ค หรือโซเชี่ยลมีเดียทั้งหลายให้หมด แล้วโฟกัสกับการหางาน

2. อัปเดตโปรไฟล์แล้วปล่อยให้โอกาสงานตามหาคุณ – คุณสามารถเปิดโอกาสให้งานตามหาคุณได้ง่าย ๆ โดยการอัปเดตโปรไฟล์กับ jobsDB ให้สดใหม่อยู่เสมอ เพราะ jobsDB มีระบบที่ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ค้นหาผู้สมัครงานได้ เมื่อผู้ประกอบการทำการค้นหาผู้สมัครงานในแต่ละครั้ง ระบบของทาง jobsDB จะดึงโปรไฟล์ของผู้สมัครงานที่สดใหม่ และโปรไฟล์ที่มีคำคีย์เวิร์ดที่ผู้ประกอบการใช้ค้นหาขึ้นมา แม้คุณจะงานยุ่งแค่ไหน แค่คุณจัดสรรเวลาเพียงไม่นานเพื่อมาอัปเดตโปรไฟล์ คุณอาจมีโอกาสได้งานที่ใช่ภายใน 1 เดือนแน่นอน

3. สมัคร Job Alerts รับตำแหน่งงานใหม่ทุกวัน – อย่าพลาดตำแหน่งงานใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ พร้อมส่งถึงคุณทุกวัน เพียงคุณสมัคร Job Alerts ระบบจะส่งตำแหน่งงานที่ตรงกับความสนใจของคุณ และเป็นตำแหน่งงานใหม่ ๆ ไปให้ทางอีเมล โดยที่คุณไม่ต้องไปคัดกรองประกาศงานเองให้เสียเวลา หากคุณสนใจตำแหน่งงานไหน แค่คลิกปุ่ม “Apply now” (ปุ่ม “สมัครงาน”) โปรไฟล์ของคุณก็ส่งตรงไปถึงผู้ประกอบการทันที ทั้งง่าย และสะดวกแค่ปลายนิ้วคลิก

4. ใช้วันลาพักร้อนให้เป็นประโยชน์ – สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ถ้าคุณยังมัวขลุกอยู่แต่กับงาน คุณจะไม่มีโอกาสได้ใช้วันลาพักร้อน ไปพักผ่อนหย่อนใจ ไปชาร์จพลัง เพื่อมาต่อสู้กับงานที่หนักอึ้งอีกครั้ง แล้วร่างกายของคุณก็จะทรุดโทรม จิตใจของคุณก็จะอ่อนล้า ในเมื่อคุณใช้เวลาทั้งสัปดาห์ไปกับการทำงาน เพราะฉะนั้น คุณควรใช้วันลาพักร้อนที่มี จัดทริปเที่ยว พักผ่อน และสูดอากาศดี ๆ อาจจะเป็นที่ต่างจังหวัดใกล้ ๆ ก็ได้ เมื่อคุณเติมพลังได้เต็มที่แล้ว คุณก็พร้อมที่ต่อสู้กับงาน และเริ่มหางานใหม่ที่ใช่ ให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมได้ต่อไป

อยากเป็น Marketing ไม่ต้องจบสายตรงก็เป็นได้นะ

บอกเลยว่าเป็นที่ทราบกันดีว่ายุคนี้อะไรๆ ก็ต้องดิจิทัล แต่ทำไมอาชีพนักการตลาดดิจิทัลถึงหาคนทำงานยากจัง ทั้งที่จริงแล้วอาชีพนี้ไม่ต้องจบตรงสายก็สามารถหารายได้งามๆ ได้ วันนี้เลยจะมาแนะนำเทคนิค อยากเป็น Marketing ไม่ต้องจบสายตรงก็เป็นได้ แม้จะเป็น ฟรีแลนซ์ เองก็ตาม ด้วยการมุ่งหน้าสู่อาชีพนักการตลาดดิจิทัลด้วยวิธีแสนง่ายแต่รายได้แสนงาม นักการตลาดดิจิทัลต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

อยากเป็น Marketing ไม่ต้องจบสายตรงก็เป็นได้

อยากเป็น Marketing ไม่ต้องจบสายตรงก็เป็นได้นะ

1. ชอบสิ่งใหม่ไม่ตกเทรนด์ – ฟังดูไม่ยากใช่ไหม แนะนำให้คุณลองทบทวนตัวเองว่า ที่ผ่านมา เคยมีใครบอกว่าคุณเชย บ้างหรือไม่ ถ้าไม่ละก็ คุณก็น่าจะผ่านข้อแรกไปได้ไม่ยาก การอัพเดทตัวเองไม่ให้ตกเทรนเป็นคุณสมบัติจำเป็นอย่างมากของการก้าวเข้าสู่อาชีพนักการตลาดดิจิทัล เพราะ อย่างที่ทราบกันดีว่า ยุคที่ทุกคนทำกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบดิจิทัล ทุกอย่างมันจึงดูรวดเร็วไปหมด การเสพข่าวสารแบบรอบทิศทางจึงควรทำให้เป็นนิสัย Facebook Twitter เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่าง ๆ หรือ แม่แต่กระทู้ยอดฮิต เหล่านี้ เป็นแหล่งอัพเดทข้อมูลชั้นดีเลยละ ฉะนั้น แนะนำว่า จากที่คุณเสพมันอยู่แล้ว แค่เสพและใส่ใจเพิ่มอีกนิดเพื่อเก็บเป็นข้อมูลฝังไว้ในสมอง แค่นี้ก็น่าจะยอดเยี่ยมแล้ว

2. เรียนรู้ด้วยตัวเอง และเรียนรู้จากผู้อื่น – คุณสมบัติธรรมดา ๆ ที่เรียกได้ว่าแทบจะเป็นพื้นฐานของทุกอาชีพ นักการตลาดดิจิทัลก็เช่นกัน มันจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะขาดข้อนี้ไปไม่ได้ เพราะเมื่อใดที่นักการตลาดดิจทัลปิดกันการเรียนรู้ เมื่อนั้นละก็ เจ๊งแน่ ๆ  เพราะมันจะทำให้คุณกลายเป็นคนโลกแคบ แล้วเราจะมีวิธีการเรียนรู้อย่างไรเพื่อที่จะพัฒนาให้ตัวเราเข้าสู่ในอาชีพนี้ได้ บอกได้เลยคะว่าไม่ยาก อยู่บ้านเฉย ๆ ก็เรียนรู้ได้ ก็จากการทำตัวเป็นนักท่องอินเทอร์เน็ตนั่นไงละ เพราะเดี๋ยวนี้การที่เราอยากรู้อะไรนั้นง่ายนิดเดียว แค่คลิกก็เจอแล้ว เพียงแต่อยู่ที่คุณนั่นแหละ ว่าเลือกที่จะคลิกมันหรือไม่และอีกหนึ่งการเรียนรู้ที่สำคัญก็คือการเรียนรู้จากผู้อื่น ลองพาตัวเองออกไปเจอคนเก่งเยอะ ๆ เรียนรู้วิธีการคิด กระบวนการทำงาน การจัดการและแก้ปัญหาของเขา และนำมาประยุกต์ใช้  บางทีการเปิดใจรู้จักกับคนใหม่ ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะพัฒนาตัวเราได้ดีเหมือนกันนะ

3. เข้าใจเรื่องกระแสและ Seasonal – ในยุคที่คนเสพทุกอย่างผ่านสื่อโซเชียล หน้าที่หนักของนักการตลาดดิจิทัลจึงต้องรู้ว่าอะไรคือกระแสที่กำลังมา ในขณะนั้น คุณต้องรู้ว่า ช่วงนี้คนในสังคมใส่ใจเรื่องอะไร และพวกเขากำลังจับกลุ่มคุยอะไรกัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมันจะย้อนกลับไปที่คุณเอง ว่าคุณเสพสื่อมากพอหรือยัง คุณท่องโลกโซเชียลมากน้อยแค่ไหน และ คุณออกไปเปิดหู เปิดตาดูโลกภายนอกหรือไม่  การจะเข้าใจเรื่องกระแสและ Seasonal ไม่ยาก คุณแค่ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสเท่านั้นเอง

4. เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกและรู้จักการนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็น – คุณรู้หรือไม่ว่า คนไทยมากกว่า 50% นั้นใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน เช่นกันถ้าคุณอยากเป็นนักการตลาดดิจิทัลที่ดีคุณต้องรู้จักหาข้อมูลเหล่านี้ คุณต้องรู้ว่า พวกเขาเข้าไปทำอะไรบนโลกอินเทอร์เน็ต คนช่วงอายุเท่าไหร่ชอบกิจกรรมแบบไหน พวกเขากำลังสนใจอะไร และพวกเข้าต้องการอะไร คุณก็ควรจะวิเคราะห์เป็นเพื่อจะเก็บเป็นข้อมูลในการใช้วิเคราะห์หาพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อวางแผนทำการตลาด ซึ่งถ้าคุณสามารถเจาะและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกได้ บอกได้เลยว่า มันคือกุญแจชั้นดีที่จะทำให้คุณประสบผลสำเร็จในอาชีพได้เลยละ

5. สามารถอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ – กุญแจดอกสุดท้ายที่จะทำให้คุณกลายเป็นนักการตลาดดิจิตอลมือฉกาจ ในยุคเวิลดิ์ไวด์เช่นนี้ การรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมาก การที่คุณสามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลได้ ถือว่าคุณมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะมันเลี่ยงไม่ได้เลยที่คุณจะต้องเจอกับชาวต่างชาติ ติดต่อสื่อสารกับผู้บริหารที่บางทีอาจจะไม่ใช่คนไทย ฉะนั้นหากคุณสำรวจตัวเองแล้วพบว่า จุดอ่อนของคุณอยู่ที่ข้อนี้  แนะนำว่า ลองเทคคอร์สเรียนเขียนอ่านภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการสักคอร์ส ก็น่าจะเป็นใบเบิกทางที่ดีเยี่ยมเลยละ

SocialNetworkDownload.com © 2014 Frontier Theme