SocialNetworkDownload.com

แหล่งรวมโปรแกรมโซเชียลเน็ตเวิร์ค สังคมออนไลน์ เอาไว้มากที่สุด

วีซ่า ผนึก LINE Pay สร้างฟินเทคโซลูชั่นและบัตรชำระเงินดิจิทัล

วีซ่า ผู้นำด้านระบบการชำระเงินระดับโลก ร่วมกับ ไลน์ คอร์เปอเรชั่น (LINE Corporation) ผู้ให้บริการด้านฟินเทค (FinTech) และดิจิตอลวอลเลท (Digital Wallet) บนแอพพลิเคชั่นไลน์ ประกาศความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ด้านบริการทางการเงินบนแอพพลิเคชั่นให้แก่ผู้บริโภคและร้านค้านับล้านทั่วโลก[1]

วีซ่า ผนึก LINE Pay สร้างฟินเทคโซลูชั่นและบัตรชำระเงินดิจิทัล

วีซ่า ผนึก LINE Pay สร้างฟินเทคโซลูชั่นและบัตรชำระเงินดิจิทัล

โดยทั้งสองบริษัทประกาศที่จะร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

· การใช้จ่ายของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน: สำหรับผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่น LINE กว่า 187 ล้านรายทั่วโลกจะสามารถสมัครบัตรวีซ่าในรูปแบบดิจิทัลได้ผ่านแอพฯโดยตรง ซึ่งในอนาคตจะสามารถเพิ่มบัตรวีซ่าที่ถืออยู่เข้าไปยังดิจิตอลวอลเลท เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านการชำระเงินแบบไร้รอยต่อบนสมาร์ทโฟน นอกจากนั้นทั้งสองบริษัทจะร่วมกันต่อยอดโครงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ (Loyalty Program) ต่าง ๆ สำหรับลูกค้า สิทธิประโยชน์ และโซลูชั่นการชำระเงินสำหรับการเดินทางในต่างประเทศ

โซลูชั่นสำหรับร้านค้า: ผู้ใช้บริการ LINE Pay จะสามารถใช้บริการชำระเงินในเครือข่ายร้านค้าของวีซ่า ที่มีอยู่กว่า 54 ล้านร้านค้าทั่วโลก ไปพร้อมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ และบริการและจาก LINE Pay อีกด้วย โดยผู้บริโภคจะสามารถตรวจการทำธุรกรรมได้ผ่านดิจิตอลวอลเลทของ LINE Pay ถึงแม้ว่าในบางสถานที่จะไม่รับบริการชำระผ่าน LINE Pay โดยตรง นอกจากนี้ วีซ่า และ LINE Pay ยังจะร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ร้านค้าเพื่อรองรับการชำระเงินผ่าน LINE Pay และ ดิจิตอลวอลเลทของ LINE Pay เพื่อขยายเครือข่ายการชำระเงินระหว่างกันทั่วโลก
การบริการฟินเทค: LINE Pay และ วีซ่า จะร่วมพัฒนาประสบการณ์รูปแบบใหม่บนบล็อกเชน (Blockchain) เพื่อรองรับการชำระเงินระหว่างหน่วยงานธุรกิจ (B2B) การชำระเงินแบบข้ามพรมแดน และการทำธุรกรรมการเงินทางเลือก
การตลาด: วีซ่า และ LINE Pay จะร่วมผลักดันแคมเปญทางการตลาด และโปรโมชั่นต่าง ๆ ทั้งในช่วงก่อน และหลังการจัดงานโอลิมปิกที่จะถึงนี้ เพื่อช่วยผลักดันให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมไร้เงินสด

แอพพลิเคชั่นส่งข้อความ (Messaging Applications) เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดดิจิตอลคอมเมิร์ซ เนื่องจากผู้บริโภคใช้เวลาส่วนใหญ่กับแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ซึ่งการผนวกบริการการชำระเงินเข้ากับแอพพลิเคชั่นจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ประสงค์จะใช้งานเพียงแอพพลิเคชั่นเดียวในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การโอนเงิน การซื้อสินค้าออนไลน์ การจ่ายบิล การจองที่พัก หรือแม้กระทั่งการสั่งอาหาร ดังนั้นความร่วมมือกันระหว่าง LINE และ วีซ่า จะตอบโจทย์และสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อสำหรับผู้ใช้งานหลายล้านราย ทั้งยังช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัวของการชำระเงินแบบเปิด และการทำงานระหว่างหน่วยงานในระดับโลก

สำหรับความร่วมมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่าง วีซ่า และ LINE Pay ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในการออกบัตร LINE Pay วีซ่าในประเทศไต้หวัน และในช่วงปลายปี 2019 ในประเทศญี่ปุ่น

คริส คลาร์ก ประธานบริหารวีซ่า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “โปรแกรมที่ทำร่วมกันเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในไต้หวันกว่า 2.3 ล้านรายในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่เติบโตเร็วที่สุดระดับโลก และเรายินดีที่ได้ขยายโซลูชั่นนี้ไปยังตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก นอกจากนั้น เรายังประทับใจในขีดความสามารถและความนิยมของ LINE และยินดีที่ได้ร่วมมือเพื่อผลักดันการเติบโตของระบบการชำระเงินแบบเปิดทั่วโลก โดยเราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะสร้างประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนในเครือข่ายของเราไม่ว่าจะเป็น ผู้บริโภค ร้านค้า และ ธนาคารผู้ออกบัตร และรับบัตร เป็นต้น”

“LINE Pay เป็นมากกว่ารูปแบบการชำระเงิน ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด LINE Pay จะเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ใช้งาน LINE ทั่วโลก นอกจากนั้น ผู้ใช้ LINE Pay จะสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเครือข่ายระดับโลกของวีซ่าได้อีกด้วย” ยงซู โก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE Pay และ LINE Fintech Company

ในขณะที่รูปแบบการชำระเงินขยายตัวจากบัตรพลาสติกแบบดั้งเดิม เข้าสู่การชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน อุปกรณ์เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และการชำระเงินรูปแบบดิจิตอลอื่น ๆ วีซ่าได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อเพิ่มประสบการณ์การชำระเงินใหม่ให้แก่ผู้บริโภคผ่านบัตรในรูปแบบดิจิตอล และขยายเครือข่ายสร้างพันธมิตรกับผู้เล่นใหม่ๆ ซึ่งรวมไปถึงโปรแกรม วีซ่า ฟินเทค ฟาสแทรค (Visa Fintech Fast-track programme) ที่เปิดโอกาสให้พันธมิตรเข้าร่วมพัฒนาบริการใหม่ ๆ บนเครือข่ายการชำระเงินของวีซ่า

โปรแกรมฟรี Ashampoo Audio Recorder Free บันทึกเสียงคุณภาพสูง

โปรแกรมบันทึกเสียงสำหรับใช้กับงานต่างๆ เป็นอะไรที่ใช้งานได้ยากมาก แต่วันนี้แอดมินมีโปรแกรมบันทึกเสียงและแปลงไฟล์เสียงได้ในตัวมาฝากกัน โปรแกรมนี้มีชื่อว่า โปรแกรมฟรี Ashampoo Audio Recorder Free บันทึกเสียงคุณภาพสูง ที่มีขนาดเล็กสามารถดาวน์โหลดแล้วกดติดตั้งได้ทันที รองรับการทำงานกับ Windows 7 ขึ้นไปอีกด้วย เพียงแค่เตรียมอุปกรณ์อย่างไมโครโฟนเสียบกับคอมพิวเตอร์แค่นั้นเอง

โปรแกรม Ashampoo Audio Recorder Free บันทึกเสียงคุณภาพสูง

โปรแกรมฟรี Ashampoo Audio Recorder Free บันทึกเสียงคุณภาพสูง

โปรแกรม Ashampoo Audio Recorder Free เป็นโปรแกรมบันทึกเสียง (Audio Recorder) หรือเรียกว่า อัดเสียง จากค่ายผู้พัฒนาเจ้าเก่าเจ้าเดิม Ashampoo ที่สร้างสรรคโปรแกรมชื่อดัง ความสามารถหลักของโปรแกรม Ashampoo Audio Recorder Free เหมาะกับการใช้บันทึกเสียงเกือบทุกประเภทจากคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น เสียงพูด เสียงเพลง เสียงเครื่องดนตรี เสียงร้อง ฯลฯ โดยรองรับไมโครโฟนทุกประเภททั้ง ตั้งโต๊ะ ติดหูฟัง พร้อมกับได้ยินเสียงไปพร้อมกัน และบันทึกเสียงจากซอฟต์แวร์ภายในตัวเอง แถมอัดแยกเฉพาะซอฟต์แวร์ได้ด้วย

ส่วนฟีเจอร์ใช้งานของ โปรแกรม Ashampoo Audio Recorder Free ก็ครบเครื่องมากๆ ทั้งใช้อัดเสียง บันทึกเสียง แปลงไฟล์เสียง และตัดต่อเสียงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ตัวไฟล์ที่รองรับก็มี MP3, WMA, OGG, WAV, FLAC, OPUS, APE รวมถึงไฟล์เสียงจากวีดีโออีกด้วย ด้านหน้าตาการใช้งาน (User Interface) โปรแกรม Ashampoo Audio Recorder Free ถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานทั่วไป ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย มีปุ่มกดน้อยมากจนนับนิ้วได้ มีการแบ่งหน้าต่างออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ ฝั่งซ้ายที่เป็นรายการไฟล์เสียงที่อัดไว้แล้ว ส่วนตรงกลางเป็นปุ่มกดอัดเสียงอันใหญ่ กดยังไงก็โดน ส่วนด้านล่างเป็นแถบเครื่องมือสำหรับเล่นเสียงที่เคยอัดไว้แล้ว หากต้องการตั้งค่าเสียงก็กดรูปฟังเฟืองที่มุมขวาล่างได้เลย

ทั้งยังมีความสามารถในการตัดต่อเสียง เอาเสียงแต่ละส่วนมาเชื่อมกันได้ หรือแม้กระทั่งแปลงไฟล์เสียงเพื่อใช้กับงานอื่นๆ ได้เช่นกัน ทำให้โปรแกรมตัวนี้ทำงานเกี่ยวกับเสียงหรือ Sound Effect ได้ค่อนข้างดี และยังนำไปใช้กับงานประเภทวีดีโอต่างๆ ได้ด้วย เหมาะสุดๆ สำหรับคนที่มองหาโปรแกรมอัดเสียงใช้งานฟรี แนะนำโปรแกรมตัวนี้เลยโดยทางทีมพัฒนาเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานแบบฟรีๆ (Freeware)

ผู้ช่วย HUAWEI Assistant อัจฉริยะของผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเว่ย

หัวเว่ยนำเสนอผู้ช่วยอัจฉริยะ HUAWEI Assistant สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นที่รองรับ EMUI 8.1 ขึ้นไป ซึ่งรวมไปถึง HUAWEI P30 Series โดยมี ผู้ช่วย HUAWEI Assistant มาพร้อมคุณสมบัติที่หลากหลาย อาทิ News, SmartCare, Instant Access และ Global Search ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลหรือสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วเพียงเลื่อนนิ้วไปด้านขวาเมื่ออยู่ที่หน้าโฮม

ผู้ช่วย HUAWEI Assistant อัจฉริยะของผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเว่ย

ผู้ช่วย HUAWEI Assistant อัจฉริยะของผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเว่ย

คุณสมบัติ Global Search ช่วยให้ผู้ใช้ HUAWEI P30 Series สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการ เช่น แอพพลิเคชั่น รายชื่อผู้ติดต่อ ข้อความ หรืออีเมล์ได้โดยง่าย เพียงแค่ใส่คำค้นลงในช่องค้นหา เมื่อใส่คำค้นแล้วระบบจะแสดงผลการค้นหาขึ้นมา คุณสมบัตินี้จึงช่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องจำตำแหน่งของแอพพลิเคชั่น ไฟล์ รายชื่อผู้ติดต่อ หรือข้อความแต่อย่างใด

คุณสมบัติ Instant Access ระบบจะสร้าง Shortcuts ของแอพพลิเคชั่นที่สำคัญหรือใช้งานบ่อยได้สูงสุด 4 ช่อง ซึ่งผู้ใช้สามารถสลับ แก้ไข หรือปรับแต่ง Shortcuts ได้ตามต้องการเพียงการลากและวาง Shortcuts นั้นๆ ทำให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟน HUAWEI P30 Series สามารถสังเกตพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของตนเอง และสามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับคุณสมบัติ SmartCare จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการแสดงข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน 4 อย่าง ได้แก่ สิ่งที่ต้องทำ, สภาพอากาศ, พฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟน และการใช้งานข้อมูล โดยผู้ใช้สมาร์ทโฟน HUAWEI P30 Series จะสามารถวางแผนสิ่งที่ผู้ใช้จำเป็นต้องทำล่วงหน้าได้ อีกทั้งยังสามารถรับการแจ้งเตือนสิ่งที่ต้องทำให้ผู้ใช้รับทราบล่วงหน้าได้จากระบบ นอกจากนี้ยังสามารถทราบสภาพอากาศล่าสุด รวมถึงพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์ได้ที่แถบแสดงสภาพอากาศ หากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ระบบก็สามารถแจ้งเตือนให้ทราบได้เช่นกันและผู้ใช้ยังสามารถทราบถึงพฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนของตนเองได้ที่แถบแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานสมาร์ทโฟนในวันนั้นๆ อย่างละเอียดว่าผู้ใช้ได้ใช้คุณสมบัติใดของสมาร์ทโฟนไปบ้าง และยังแสดงข้อมูลใช้งานแบบตามแอพลิเคชั่นได้อีกด้วย โดยระบบจะมีการรวบรวมข้อมูลและแสดงปริมาณข้อมูลที่ผู้ใช้ได้ใช้ในเดือนนั้นๆ เพื่อให้ผู้ใช้ปรับเปลี่ยนลักษณะการใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างเหมาะสม
ผู้ใช้สมาร์ทโฟน HUAWEI P30 Series ไม่ต้องกลัวพลาดทุกข่าวและเหตุการณ์สำคัญ เพราะคุณสมบัติ Assistant News จะทำให้ผู้ใช้สามารถรับทราบข่าวสารล่าสุดได้ทุกที่ทุกเวลาจะเห็นได้ว่า คุณสมบัติของผู้ช่วยอัจฉริยะ HUAWEI Assistant ถือเป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน HUAWEI P30 Series ได้อย่างแท้จริง

Uniq และ Energea ลุยตลาดเสริมทัพ หวังดันรายได้สิ้นปี

โชว์ผลการดำเนินงานปี 2561 สุดยอดเยี่ยม โตสวนกระแสเศรษฐกิจซบ ทำรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดติดต่อกัน 2 ปีซ้อน โดยในปี 2561 เติบโต 34% กวาดรายได้จาก 344 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 468 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลุยตลาดต่อเนื่องและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกเซ็กเม้นต์ ด้วยการเปิดฉากส่งสุดยอดผลิตภัณฑ์ Accessory รุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Uniq และ Energea ทั้งเคสโทรศัพท์มือถือ สายชาร์จ แบตเตอรี่สำรอง และอุปกรณ์จ่ายไฟ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัย และสมรรถนะที่ทรงพลังจากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ตอบโจทย์คอ Accessories ที่ต้องการคุณภาพสุดยอดและชื่นชอบสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น พร้อมเร่งสร้างการรับรู้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างยิ่งขึ้นผ่านการตลาดเชิงรุกทุกช่องทาง คาดดันรายได้รวมปี 2562 โตอย่างน้อย 15% ภายใต้ภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน

Uniq และ Energea ลุยตลาดเสริมทัพ หวังดันรายได้สิ้นปี

Uniq และ Energea ลุยตลาดเสริมทัพ หวังดันรายได้สิ้นปี

ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยถึงความสำเร็จในปี 2561 ว่า “ในปี 2561 สภาพเศรษฐกิจค่อนข้างชะลอตัว แต่ในส่วนของอาร์ทีบีฯ ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่น่าภาคภูมิใจ บริษัทฯ สามารถนำผลิตภัณฑ์แบรนด์ระดับโลกที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาขยายตลาดในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องกันในช่วงสองปีที่ผ่านมา (2560-2561) โดยในปี 2561 สามารถทำรายได้รวมอยู่ที่ 468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากปี 2560 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 344 ล้านบาท ส่วนในปี 2559 มีรายได้อยู่ที่ 244 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Power Solution, หูฟัง True Wireless และการกลับมาทำตลาด Beats รวมถึงการทำตลาดหูฟังและอุปกรณ์ Video Conferencing ในกลุ่ม B2B และ การขยายตลาดในฝั่ง Online นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเคสและกระเป๋าภายใต้แบรนด์ยูนีค (Uniq) ที่บริษัทฯ นำเข้ามาทำตลาดนานกว่า 10 ปี และสายชาร์จเอ็นเนอร์เจีย (Energea) ที่ทำตลาดกว่า 3 ปี ได้รับความนิยมต่อเนื่องและมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากเป็นสินค้า Accessories ที่มีทั้งนวัตกรรมและดีไซน์โดดเด่น ซึ่งในปีนี้คาดว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองแบรนด์จะสามารถทำยอดขายได้เติบโตต่อเนื่อง”

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปีนี้นั้น บริษัทฯ เน้นการขยายธุรกิจ จากแบรนด์สินค้าเดิมที่มีความสำเร็จในปีที่ผ่านมา โดยจะขยายความแข็งแกร่งและการจดจำในแบรนด์ให้ผู้บริโภคมากขึ้น และไปในวงที่กว้างขึ้น ด้วยการสื่อสารการตลาดเชิงรุกแบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงคุณภาพสินค้าของแบรนด์พรีเมี่ยมที่เหนือกว่าสินค้าทั่วไป โดยล่าสุดได้ส่งสุดยอดนวัตกรรมใหม่จากแบรนด์ยูนีค (Uniq) 3 คอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ THE LITHOS COLLECTIVE, FLEX AND HALO และ ELEMENT MADE REAL พร้อมทั้งสายชาร์จสมาร์ทโฟนและแบตเตอรี่สำรองจากแบรนด์เอ็นเนอร์เจีย (Energea) เข้ามาทำตลาด

คุณวิมลมาลย์ วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า ยูนีค (Uniq) และเอ็นเนอร์เจีย (Energea) เป็นแบรนด์ Accessories ชั้นนำที่มีจุดแข็งทั้งในด้านนวัตกรรมล้ำสมัยและการออกแบบดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เน้นคุณภาพ เทคโนโลยี และความทนทน จนกลายเป็นจุดขายของแบรนด์ที่ครองใจคนรุ่นใหม่มาจนถึงปัจจุบัน โดยการรุกตลาดในปีนี้ ยูนีค (Uniq) ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เคสพร้อมกัน 3 รุ่นใหม่ ได้แก่ THE LITHOS COLLECTIVE, FLEX AND HALO และ ELEMENT MADE REAL โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 รุ่นใหม่นี้มาพร้อมการดีไซน์ที่สวยงาม ผสานกับนวัตกรรมล้ำสมัย ที่ให้ประสิทธิภาพในการปกป้องโทรศัพท์มือถือจากการตกหล่น และกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อการใช้งานอย่างมีสไตล์

สำหรับ THE LITHOS COLLECTIVE เป็นคอลเล็คชั่นที่รังสรรค์มาจากการออกแบบพื้นผิวที่สวยงามน่าสัมผัสเพื่อมอบความหรูหราสำหรับการจัดวางในพื้นที่ทำงานของคุณอย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ โดยคอลเลคชั่น THE LITHOS COLLECTIVE จะประกอบไปด้วยเคสโทรศัพท์มือถือ, อแดปเตอร์, พาวเวอร์ ซัพพลาย และแผ่นชาร์จไร้สาย

ขณะที่ FLEX AND HALO เป็นสายชาร์จสำหรับ iPhone ที่มาพร้อมการออกแบบที่เรียบง่าย แต่ดูดีมีสไตล์ สามารถเก็บสายได้สะดวกไม่พันกัน พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา

ส่วน ELEMENT MADE REAL เป็นเคสที่มาพร้อมการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับเคสใดๆ โดยได้รับแรงบันดาลในการออกแบบมาจากความงามที่พบเห็นในโลกธรรมชาติ ผสานกับความแข็งแกร่งของเทือกเขาร็อกกี้มารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่หรูหรา ล้ำสมัย แต่ทนทานและให้ประสิทธิภาพในการปกป้องโทรศัพท์มือถือจากการตกหล่น และกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม

ขณะที่ เอ็นเนอร์เจีย (Energea) เป็นแบรนด์ Accessories จะนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยชีวิตผู้บริโภคสะดวกสบายขึ้น ซึ่งมีทั้งที่ชาร์จไร้สาย พาวเวอร์แบงค์คุณภาพสูง และสายชาร์จที่ชาร์จเร็วและความทนทานสูง ซึ่งในวันนี้ Enegea ยังก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยการส่งผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ทั้ง สายชาร์จ Power Banks และสมาร์ทอแด็พเตอร์ ซึ่งโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Fast Charge และ แอมป์สมาร์ทที่จะช่วยให้คุณสามารถชาร์จโทรศัพท์ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับ Cable เป็นสายชาร์จสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมการออกแบบที่แข็งแรงทนทานด้วยวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม รับประกันสูงสุดถึง 10 ปี ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีชั้นยอดมากมาย เช่น Lightning, USB-A, USB-C, Micro USB, Fast Charge, Super Fast Charge และ Power Delivery และมีให้เลือกหลากหลายรุ่นเพื่อให้รองรับทุกการใช้งานได้กับเคสที่หลากหลาย

ส่วน Power Banks and Power Adapters เป็นแบตเตอรี่สำรอง และอุปกรณ์จ่ายไฟสำหรับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ในรถยนต์ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย ทำให้สะดวกการพกพาไปในสถานที่ต่างๆ ได้แบบสบายๆ ทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็ว Super Fast Charge และ Power Delivery Power Bank ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับทุกอุปกรณ์

“แนวโน้มของตลาดอุปกรณ์เสริมและไลฟ์สไตล์ แก็ดเจ็ท ในปี 2562 คาดการณ์ว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่องแต่การเติบโตไม่มากนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว และความซับซ้อนทางด้านการเมือง แต่จากการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่มีดีไซน์ทันสมัยและนวัตกรรมสุดล้ำเข้ามาตอบโจทย์ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และหนุนให้รายได้รวมในปี 2562 ของบริษัทฯ เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15% โดยแบ่งเป็นการเติบโตจาก Power Solution ตลาด Gaming รวมถึงการทำ Video Conference และหูฟังกลุ่ม True Wireless ตลอดจนการเจาะตลาดระดับกลางถึงบนที่ชื่นชอบดีไซน์ คุณภาพ และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีการเติบโต” ดร.บรรพต กล่าวทิ้งท้าย

Do and Don’t ทำอย่างไรเมื่ออยากลงทุน เลือกไม่ผิดชีวิตดี้ดี

คุณสมชายมีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง เขาคิดอยากจะทำให้เงินก้อนนี้เกิดดอกออกผลขึ้นมา อย่างที่เรียกว่า “ใช้เงินให้ทำงาน” ดูบ้าง เขาครุ่นคิดอยู่นาน จะฝากธนาคาร กินดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยก็ต่ำเหลือเกิน จะซื้อสลากออมสิน ก็เป็นคนไม่มีดวงในเรื่องการลุ้นรางวัลอะไรกับเขาด้วยอาชีพ ฟรีแลนซ์ ของเขานั้น จึงคิดอยากลองลงทุนดูบ้าง ยิ่งในช่วงนี้น้ำมันแพง ถ้าได้ลงทุนในธุรกิจน้ำมันคงมีหวังได้รวยเละ เมื่อคิดได้ดังนั้น คุณสมชายจึงไปหาข้อมูลจากคุณสมศักดิ์เพื่อนรัก ผู้คร่ำหวอดในเรื่องการลงทุนมาเป็นเวลานาน ซึ่งคุณสมศักดิ์ได้ให้คำแนะนำกับคุณสมชายถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการลงทุนสมศักดิ์ : ก่อนที่นายจะลงทุนในหลักทรัพย์ไหนก็ตาม นายจำเป็นต้องรู้ถึงสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการลงทุนเสียก่อน สิ่งที่ควรทำมีอยู่ 5 ข้อ

Do and Don’t ทำอย่างไรเมื่ออยากลงทุน เลือกไม่ผิดชีวิตดี้ดี

Do and Don’t ทำอย่างไรเมื่ออยากลงทุน เลือกไม่ผิดชีวิตดี้ดี

ต้องลงทุนอย่างมีความรู้ เพราะความไม่รู้ คือความเสี่ยง หากนายคิดจะลงทุนต้องศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนให้เข้าใจเสียก่อน ควรพิจารณา Return และ Risk คู่กันเสมอ เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงจะเกิดขึ้นคู่กันเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า High Return (always come with) High Risk จะวิเคราะห์ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจความเสี่ยงไม่ได้ เพราะจะทำให้เข้าใจผิด และหลงไปกับผลตอบแทนสูงที่ดูน่าลงทุน ควรกระจายการลงทุน (Diversification) ไปในหลักทรัพย์หลายๆ ประเภท หลายๆ รายการ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละหลักทรัพย์ลงได้
ควรจัดองค์ประกอบของหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Portfolio) หรือ พอร์ต ให้เหมาะกับตัวเอง ทั้งด้านการเงิน lifestyle แผนการในอนาคต ที่สำคัญต้องวิเคราะห์และทำความเข้าใจตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนของตนเอง ไม่ควรลงทุนตามคนอื่น เพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวและมีความต้องการแตกต่างกัน ควรตัดสินใจลงทุนอย่างสมดุล ไม่โลภและไม่ประมาทเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่กลัวจนเกินไป ความโลภและความประมาทมักทำให้เราเสี่ยงมากเกินไป ในขณะที่การกลัวไม่ยอมลงทุนอาจทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนเพียงพอตามที่ควรจะได้
สมชาย : แล้วสิ่งที่ไม่ควรทำล่ะ

สมศักดิ์ : สิ่งที่ไม่ควรทำมีอยู่ 3 ข้อต้องห้าม นายต้องจำไว้ให้แม่น

อย่าลงทุนตามข่าว หรือตามกระแส เพราะการลงทุนจะต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ควรเชื่อตามข่าวลือ แล้วลงทุนตามๆ กันไป อย่าตื่นตูมตกใจไปตามความผันผวนในระยะสั้น แต่ควรตัดสินใจลงทุนตามพื้นฐานที่แท้จริงของหลักทรัพย์ และภาวะเศรษฐกิจ อย่ายึดติดกับอดีต การลงทุนเป็นการคาดการณ์ในอนาคต โดยอาศัยข้อมูลจากอดีตและปัจจุบัน ไม่ใช่การลงทุนตามอดีต เพราะสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงไม่ควรยึดติดกับผลตอบแทนที่ดีหรือไม่ดีในอดีต เพราะสิ่งที่เคยเกิดขึ้น อาจจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก
การลงทุนสมชาย : อืม เข้าใจแล้วล่ะ เราจะเริ่มทำข้อแรกวันนี้เลย ขอตัวไปหาหนังสือดีๆ อ่านเพิ่มเติมความรู้เรื่องการลงทุนให้กับตัวเองก่อน ขอบใจนายมากนะ

สมศักดิ์ : เรื่องแค่นี้เอง สบายมาก มีอะไรให้ช่วยก็บอก

สมชาย : ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ จะมาถามอีกแน่นอน แล้วเจอกันนะ ขอบใจมาก

แล้วคุณสมชายก็พุ่งตรงไปยังร้านหนังสือร้านประจำด้วยความกระตือรือร้น เขาเลือกหนังสือมาหลายเล่ม และหอบกลับไปอ่านที่บ้านอย่างตั้งอกตั้งใจ

หัวเว่ยมุ่งมั่นผลักดันโลก เข้าสู่ยุคผลิตภัณฑ์อัจริยะ

สเปน –หัวเว่ยนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายที่งาน Mobile World Congress 2019 ได้แก่ โน้ตบุ๊ก HUAWEI MateBook X Pro รุ่นใหม่ โน้ตบุ๊ก HUAWEI MateBook 13 และ HUAWEI MateBook 14 สมาร์ทโฟน 5 จีแบบพับหน้าจอได้ HUAWEI Mate X และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ 5 จี HUAWEI 5G CPE Pro ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ของหัวเว่ยรุ่นแรกที่ใช้ชิปเซต 5 จี Balong 5000 ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีคุณสมบัติด้านการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งกว่าที่เคย ช่วยให้แนวคิดของโลกที่ทุกสมาร์ทดีไวซ์เชื่อมโยงกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใกล้เป็นจริงยิ่งกว่าที่เคย

หัวเว่ยมุ่งมั่นผลักดันโลก เข้าสู่ยุคผลิตภัณฑ์อัจริยะ

หัวเว่ยมุ่งมั่นผลักดันโลก เข้าสู่ยุคผลิตภัณฑ์อัจริยะ

ริชาร์ด หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ dบิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า “ผู้บริโภคยุคปัจุบันคาดหวังจะได้สัมผัสประสบการณ์แห่งยุคอนาคต อันเป็นยุคที่ทุกสมาร์ทดีไวซ์สามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป พร้อมสนับสนุนการก้าวเข้าสู่ยุค 5 จีด้วยกลยุทธ์ด้านการสร้างและส่งเสริมการใช้งานสมาร์ทดีไวซ์ที่เชื่อมโยงกันได้อย่างครบวงจร เราพร้อมจะค่อยๆ ผลักดันให้ผู้บริโภค รวมถึงสถานประกอบการเริ่มต้นใช้งานอุปกรณ์ที่รองรับเครือข่าย 5 จีเพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานแห่งอนาคต อันเป็นโลกที่สมาร์ทดีไวซ์ทุกชิ้นทำงานอย่างสอดประสานกันได้สู่ท้องตลาด”

HUAWEI MateBook X Pro รุ่นใหม่
ในงาน MWC 2018 หัวเว่ยภูมิใจเสนอโน้ตบุ๊ก HUAWEI MateBook X Pro รุ่นแรก ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูง รองรับทุกคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อยุคใหม่ในรูปทรงที่เพรียวบาง และใช้หน้าจอแบบ FullView HUAWEI MateBook X Pro คือจุดเริ่มต้นของหัวเว่ยในการก้าวเข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์โดยมุ่งหวังจะเป็นผู้นำตลาด อีกทั้งยังสะท้อนถึงยุคใหม่ของคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่ต้องมีขอบหน้าจอบาง และในงาน MWC ปีนี้ หัวเว่ยนำเสนอ HUAWEI MateBook X Pro รุ่นใหม่ที่รักษาเอกลักษณ์ของโน้ตบุ๊กระดับเรือธง ทั้งงานออกแบบที่งดงาม และนวัตกรรมอัจฉริยะไว้เช่นเดิม โดยหัวเว่ยได้ยกระดับประสิทธิภาพและคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์แบบพกพารุ่นนี้ไปอีกขั้น

HUAWEI MateBook X Pro รุ่นใหม่ ผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ไว้อย่างลงตัว โดยโครงสร้างแบบยูนิบอดี้ผลิตโดยใช้เทคนิค CNC และวัสดุโลหะที่ขัดผิวจนละเอียดเหมือนเนื้อทรายเพื่อความรู้สึกหรูหราขณะจับถือ โน้ตบุ๊กรุ่นนี้มี 2 สีให้เลือกคือสีเงินมิสติกซิลเวอร์และสีเทาสเปซเกรย์ หัวเว่ยเลือกใช้หน้าจอแบบ Ultra FullView ขนาด 13.9 นิ้ว ความละเอียด 3K โดยมีอัตราส่วนหน้าจอต่อขอบที่ร้อยละ 91 หน้าจอนี้ยังรองรับการสัมผัสแบบมัลติทัชได้สูงสุด 10 จุด อีกทั้งยังเป็นโน้ตบุ๊กรุ่นแรกของโลกที่รองรับการสั่งบันทึกภาพหน้าจอโดยใช้ท่าทางการขยับนิ้วมือ (Fingers Gesture Screenshot)[1] ช่วยให้ผู้ใช้สั่งการได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น HUAWEI MateBook X Pro รุ่นใหม่ ประสิทธิภาพสูงมากเนื่องจากใช้หน่วยประมวลผลกลาง Intel® Core™ i7 8565 และหน่วยประมวลผลกราฟิก NVIDIA® GeForce® MX250 พร้อมแรม GDDR5 ขนาด 2 กิกะไบต์ นอกจากนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อไว-ไฟบรอดแบนด์ บลูทูธรุ่น 5.0 และมีพอร์ต ธันเดอร์โบลต์ 3 เพื่อการทำงานอย่างไร้ขีดจำกัด หัวเว่ยยังติดตั้งระบบเสียง Dolby Atmos® เพื่อประสบการณ์ด้านเสียงที่เต็มอิ่มทั้งสำหรับความบันเทิงหรือการทำงาน

หัวเว่ยยกระดับคุณสมบัติอัจฉริยะไปอีกขั้น ได้แก่ HUAWEI Share 3.0 OneHop[2] ที่ช่วยให้การถ่ายโอนระหว่างคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์กับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นเรื่องง่าย คุณสมบัตินี้รองรับทั้งการถ่ายโอนภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และไฟล์เอกสาร[3] นอกจากนี้การบันทึกภาพหน้าจอและการส่งภาพนั้นไปยังสมาร์ทโฟนก็ง่ายยิ่งกว่าเดิม ผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่รองรับสามารถเขย่าสมาร์ทโฟน คลิก “PC HUAWEI Share” ที่คอมพิวเตอร์ ภาพของหน้าจอคอมพิวเตอร์จะส่งไปบันทึกไว้ที่สมาร์ทโฟนทันที[4] ยิ่งไปกว่านี้ หัวเว่ยยังพัฒนาระบบแบ่งปันข้อมูลจากคลิปบอร์ด (Clipboard Sharing) ของตนเอง[5] เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลที่บันทึกไว้ในคลิปบอร์ดจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ใกล้เคียงอย่างสะดวก

HUAWEI MateBook 13 และ HUAWEI MateBook 14

HUAWEI MateBook 13 และ HUAWEI MateBook 14 คือ โน้ตบุ๊กที่นำเสนอนวัตกรรมล่าสุดสู่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป สวยงาม อัจฉริยะ และมีความล้ำหน้าอย่างแท้จริง โน้ตบุ๊กทั้ง 2 รุ่นนี้ผสานหน้าจอแบบ FullView เข้ากับประสิทธิภาพที่เหนือระดับ จุดเด่นด้านการพกพา งานประกอบเปี่ยมคุณภาพ และรูปลักษณ์ที่งดงาม ช่วยให้ผู้ใช้ทำทุกอย่างได้ในโลกที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าทั้ง 2 รุ่นนี้จะพัฒนาเพื่อผู้บริโภคทั่วไป แต่ก็มีคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อที่ทันสมัยเทียบเท่าโน้ตบุ๊กสำหรับการทำงานระดับมืออาชีพ เช่นการรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ช่วยให้ผู้ใช้ทำสิ่งต่างๆ ได้ดั่งใจ

HUAWEI MateBook 13 และ HUAWEI MateBook 14 พัฒนาสำหรับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่โดยเฉพาะใช้หน้าจอแบบ FullView ที่มีอัตราส่วนการแสดงผลที่ 3:2 ที่เอื้อกับการสร้างสรรค์งานยุคใหม่ ทั้งยังมีขอบหน้าจอบาง รองรับการสัมผัสแบบมัลติทัชสูงสุด 10 จุด และรองรับการสั่งบันทึกภาพหน้าจอโดยใช้ท่าทางการขยับนิ้วมือ[6] ซึ่งสอดรับกับธรรมชาติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
HUAWEI MateBook 14 ผลิตขึ้นตามแนวคิดเดียวกับโน้ตบุ๊กรุ่นก่อนหน้าของหัวเว่ย คือมีหน้าจอแบบ FullView

ผลิตอย่างพิถีพิถัน มีรูปลักษณ์ที่งดงาม และมีประสิทธิภาพสูง โน้ตบุ๊กรุ่นนี้ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานใหม่ของกลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กที่มีหน้าจอ 14 นิ้วจากคุณสมบัติของหน้าจอที่ล้ำสมัย ประสิทธิภาพระดับสูงสุด รวมไปถึงคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อที่เป็นที่หนึ่ง ใช้หน่วยประมวลผลกลาง Intel® Core™ i7-8565U รุ่นที่ 8 และหน่วยประมวลผลกราฟิก NVIDIA® GeForce® MX250 มีช่องพัดลมระบายอากาศที่ได้แรงบันดาลใจมาจากครีบของปลาฉลาม ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น แบตเตอรี่แบบมาตรฐานความจุ 57.4 วัตต์พร้อมระบบประหยัดพลังงานนั้นช่วยรองรับการใช้งานได้ตลอดวัน

HUAWEI MateBook 13 ใช้หน่วยประมวลผลกลาง Intel® Core™ i7-8565U processor รุ่นที่ 8 และหน่วยประมวลผลกราฟิก the NVIDIA® GeForce® MX150 ช่องพัดลมระบายอากาศ HUAWEI Shark Fin Fans 2.0 ที่ได้ แรงบันดาลใจมาจากครีบของปลาฉลาม ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น ไร้เสียงหมุนของพัดลมแม้จะกำลังทำงานด้วยความเร็วสุงสุด คอมพิวเตอร์แบบพกพารุ่นนี้ใช้หน้าจอแบบ FullView ที่มีอัตราส่วนการแสดงผลที่ 3:2 มีอัตราส่วนหน้าจอต่อขอบหน้าจอที่ร้อยละ 88 และรองรับการสัมผัสแบบมัลติทัชสูงสุด 10 จุด

ทั้งสองรุ่นมาพร้อม HUAWEI Share 3.0 พร้อม OneHop และระบบแบ่งปันข้อมูลจากคลิปบอร์ด [7] ช่วยให้การแบ่งปันข้อมูลจากสมาร์ทโฟนไปยังคอมพิวเตอร์หรือกลับกันเป็นไปได้โดยง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากสำหรับผู้ใช้รุ่นใหม่ เช่น นักศึกษาที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาหรือพนักงานรุ่นใหม่ขององค์กร เช่น การสั่งบันทึกภาพหน้าจอโดยใช้ท่าทางการขยับนิ้วมือ [8] คุณสมบัติ Fingerprint Button 2.0 ระบบเสียงDolby Atmos® และอื่นๆ อีกมาก เหมาะสมกับการทำงานนอกสถานที่ และการส่งต่อหรือแบ่งปันข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ

5G Foldable Smartphone: HUAWEI Mate X

HUAWEI Mate X คือจุดเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนแห่งยุคอนาคต อีกทั้งยังเป็นเครื่องสะท้อนหัวใจของสมาร์ทโฟนตระกูล Mate ได้เป็นอย่างดี สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ผสานทั้งเทคโนโลยี 5 จี แนวคิดสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอพับได้ ปัญญาประดิษฐ์ และส่วนต่อประสานผู้ใช้แบบไม่เหมือนใครเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การใช้งานใหม่ๆ จากสมาร์ทโฟนแนวคิดใหม่

App IKEA Catalog แคตตาล็อกอิเกีย เลือก ซื้อ ช็อปฯง่ายๆ ผ่านแอพฯ

สมัยนี้บอกตรงๆ ว่าถ้าร้านค้าหรือห้างฯ ไหนไม่มีแอพพลิเคชั่นนี่เอ้าท์มาก เพราะทุกอย่างถูกย้ายขึ้นไปบนมือถือและอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ไม่ว่าจะซื้อสินค้าออนไลน์อย่าง อาหารปรุงสด อาหารสำเร็จรูป ไม่เว้นแม้แต่เฟอร์นิเจอร์อย่าง IKEA ยังต้องหันมามีแอพพลิเคชั่นชื่อว่า App IKEA Catalog ที่มีแคตตาล็อกอิเกีย ทำให้เราเลือก ซื้อ ช็อปฯง่ายๆ ผ่านแอพฯ โดยไม่ต้องไปถึงที่เลย ทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในการเลือกซื้อสินค้า เพียงแค่เลือกสินค้าที่ต้องการแล้วก็นอนรอสบายๆ อยู่ที่บ้านรอสินค้าไปส่งทั้งยังประกอบสินค้าให้อีกด้วยนะเออ สบายจริงใช่มั้ยละ? ทีนี้เราไปดูกันว่ามันทำอะไรได้อีกบ้าง

App IKEA Catalog แคตตาล็อกอิเกีย เลือก ซื้อ ช็อปฯง่ายๆ ผ่านแอพฯ

App IKEA Catalog แคตตาล็อกอิเกีย เลือก ซื้อ ช็อปฯง่ายๆ ผ่านแอพฯ

แอพ IKEA Catalog มันเป็น แอพพลิเคชั่น ในรูปแบบของ แคตตาล็อก ตกแต่งบ้านของห้างเฟอร์นิเจอร์ อิเกีย (IKEA) ตัวนี้ ช่วยให้คุณดาวน์โหลดแคตตาล็อก และโบรชัวร์อิเกียฉบับล่าสุดได้ ทั้งแคตตาล็อก และโบรชัวร์เวอร์ชั่นดิจิทัลที่มีแรงบันดาลใจ ความรู้ และไอเดียดีๆ ในการแต่งบ้านมากมาย เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นตีพิมพ์ นอกจากจะสามารถเปิดดูไอเดียและสินค้าต่างๆ ในแคตตาล็อกและโบรชัวร์ได้แล้ว คุณยังสามารถดูภาพ คลิปวีดีโอ เรื่องราวเบื้องหลังสินค้าแต่ละชิ้น และดูห้องตัวอย่างได้ 360 องศา อีกด้วย มีแคทตาล็อกอิเกียส่งตรงถึงสมาร์ทโฟน มีแรงบันดาลใจ ความรู้ และไอเดียดีๆ ในการตกแต่งบ้าน มีเนื้อหาหลายแบบ อาทิ บทความ, ภาพ, คลิปวีดีโอ และมีโปรแกรมจำลองการวางเฟอร์นิเจอร์ลงในห้องแบบ Augmented Realityมีราคาเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นบอกเอาไว้อย่างชัดเจน ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ

นอกจากนี้คุณยังใช้โปรแกรม 3 มิติ และ Augmented Reality จำลองการวางเฟอร์นิเจอร์ลงในห้องของคุณได้เลย ทำให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่เหมาะกับห้อง หรือแนวการแต่งบ้านของคุณ เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมีการบอกราคาเอาไว้ชัดเจน ค้นหาเฟอร์นิเจอร์ที่ใช่สำหรับคุณ ในราคาที่เหมาะสม สำหรับใครที่ต้องการใช้งานแอพพิลเคชั่นของ IKEA สามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง Android (4.0 Ice Cream Sandwich / 4.1 Jelly Bean / 4.2 Jelly Bean / 4.4 Kitkat / 5.0 Lollipop / 6.0 Mashmallow) และ iOS (8.0 / 8.1 / 8.3 / 8.4 / 9.0 / 9.1 / 9.2 / 9.3 / 10) ดาวน์โหลดฟรีเลย

ทรานส์เซนด์ เปิดตัวไดรฟ์ SSD แบบพกพารุ่น ESD250C

ทรานส์เซนด์ อินฟอร์เเมชัน อิงค์, (Transcend) ผู้นำอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและอุปกรณ์มัลติมีเดีย มีความภูมิใจในการนำเสนอ SSD แบบพกพารุ่น ESD250C ตัวเคสทำจากโลหะที่มีความทนทานและเคลือบด้วยโทนสีเทา ใช้อินเทอร์เฟซ USB 3.1 Gen 2 ในรูปแบบของ USB Type-C พร้อมการฟอร์แมตมาจากโรงงานในรูปแบบ exFAT ที่ทำให้พร้อมใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS ไดรฟ์ ESD250C ไม่เพียงแต่ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์เดสสก์ท็อปและคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กได้เท่านั้น แต่ยังสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ขยายพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลให้กับอุปกรณ์แบบพกพารวมถึงเครื่องเล่นเกมคอนโซลได้อีกด้วย

ทรานส์เซนด์ เปิดตัวไดรฟ์ SSD แบบพกพารุ่น ESD250C

ทรานส์เซนด์ เปิดตัวไดรฟ์ SSD แบบพกพารุ่น ESD250C

เพิ่มประสิทธิภาพด้วย USB 3.1 Gen 2 และ UASP

ESD250C ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากอินเทอร์เฟซ USB 3.1 Gen 2 ให้ความเร็วในการถ่ายโอนที่ยอดเยี่ยมสูงถึง 520MB/s นอกจากนี้ยังรองรับ UASP (USB Attached SCSI Protocol) ซึ่งทำให้ ESD250C สามารถเพิ่มความเร็วในการถ่ายโอนได้เร็วกว่าอินเทอร์เฟส USB 3.0 แบบดั้งเดิมเมื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ที่เปิดใช้งาน UASP

ดีไซน์ที่เพรียวบางพกพาง่าย

นอกเหนือจากการนำเสนอความเร็วที่สูงกว่าฮาร์ดไดรฟ์พกพาทั่วไป ESD250C ยังมีขนาดเล็กพอที่จะใส่ลงในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าถือของคุณได้ ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาและความหนาเพียง 7.5 มม. ไดรฟ์ ESD250C ไม่เพียงแต่พกพาได้สะดวกเท่านั้น แต่ยังมีความทนทานในขณะที่เฉดสีเทา กืทำให้ตัวไดรฟ์ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจในสไตล์มินิมัลลิสต์

เข้ากันได้กับทุกอุปกรณ์

เพื่อรองรับอุปกรณ์ที่มีพอร์ต USB ที่แตกต่างกัน ESD250C มีพอร์ต USB Type-C ที่ให้ความเข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมกับเครื่องเดสก์ท็อป, โน้ตบุ๊ก, อุปกรณ์พกพา และเครื่องเล่นเกมคอนโซล นอกเหนือจากนั้น ESD250C ยังมาพร้อมกับสาย USB Type-C และสายแบบ USB Type-C to Type-A สำหรับการเชื่อมต่อที่ราบรื่นกับอุปกรณ์ USB Type-C รุ่นล่าสุดหรือพีซีทั่วไปที่มีพอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-A

ซอฟต์แวร์ Transcend Elite

Transcend Elite คือชุดของซอฟต์แวร์ที่มีความเข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS ที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ซอฟต์แวร์นี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถบริหารจัดการข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน คุณสมบัติของซอฟต์แวร์ Transcend Elite ประกอบไปด้วยการสำรองข้อมูล, การเข้ารหัสข้อมูล และการสำรองข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ ช่วยให้ผู้ใช้จัดเก็บและจัดการไฟล์ได้อย่างปลอดภัยและอัปเดตอยู่เสมอ

การรับประกัน

SSD แบบพกพารุ่น ESD250C มีความจุให้เลือกใช้สองขนาดคือ 240GB และ 480GB พร้อมรับประกันโดยทรานส์เซนด์เป็นเวลาสามปี

หมายเหตุ: ก่อนใช้งานร่วมกับอุปกรณ์แบบพกพา โปรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ของคุณรองรับการทำงานของ USB OTG ด้วย

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ myAccount Cloud ใช้งานได้ทุกที่

เชื่อว่าหลายคนคงก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มตัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้บริการตามที่ต่างๆ รวมถึงอินเทอร์เน็ตที่ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง วันนี้แอดมินมีโปรแกรมบัญชีที่ชื่อ myAccount Cloud ใช้งานได้ทุกที่ เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ตก็สามารถได้ตลอดตามต้องการ ถามว่ามันพิเศษยังไงหน้าที่ของโปรแกรมเหมือนการทำบัญชีทั่วไปต่างกันที่มันสามารถทำออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตได้นั่นเอง เราสามารถเรียกดูไฟล์บัญชี ยอดเงินและอื่นๆ ตามรายการที่เราได้สร้างหรือทำรายการนั้นๆ ไว้ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอกลับบ้านหรือไปถึงที่ทำงานให้เสียเวลา จะนั่งทำในร้านกาแฟชิลๆ ก็ยังได้

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ myAccount Cloud ใช้งานได้ทุกที่

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ myAccount Cloud ใช้งานได้ทุกที่

มันเป็นโปรแกรมออนไลน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเว็บแอพพลิเคชั่น (Web Application) ที่สามารถเปิดใช้งานผ่านเว็บไซต์ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง รองรับการทำงานบนเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) ได้บนทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows, macOS, Linux และอื่นๆ นอกจากนี้แล้วยังใช้งานผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้อีกด้วย

ความสามารถหลัก (Key Features) ของโปรแกรมออนไลน์ myAccount Cloud คือ ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับการทำบัญชี โดยมีเครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้งานครบครันในเรื่องของบัญชี ตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบสั่งขาย เงินมัดจำ ขายเชื่อ ขายสด รับคืน/ลดนี้ เพิ่มหนี้ลูกหนี้ เป็นต้น และมีวิธีการใช้งานที่ง่าย แถมยังรองรับภาษาไทยอีกด้วย ซึ่งใครๆ ก็ใช้งานได้แบบไม่ยากนัก เหมาะสำหรับธุรกิจ SMEs ทุกขนาด และยังสามารถจัดการงานบัญชีได้ถูกต้องตามมาตรฐานกรมสรรพากรอีกด้วย

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ myAccount Cloud ทำงานอยู่บนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ (Cloud Server) มีข้อดีคือสามารถใช้งานพร้อมกันหลายๆ คนได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งข้อมูลนั้นจะถูกอัพเดตให้เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่ามันทำให้การดูรายงานนั้นแม่นยำและถูกต้องมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้แล้วโปรแกรมบัญชีออนไลน์ myAccount Cloud ตัวนี้ยังเปิดให้นำไปใช้งานกับธุรกิจ SMEs แบบฟรีๆ เป็นเวลา 1 ปีอีกด้วย ส่วนสำนักงานบัญชีหรือนักทำบัญชีอิสระ ก็แจกโปรแกรมให้ใช้ ฟรี 5 ปี ใครที่สนใจก็สามารถติดต่อผ่านเว็บไซต์ของทางผู้พัฒนาได้เลย สามารถใช้งานได้กับ Cross-platform
Windows (Server 2008 / 7 (Seven) / 8 / 10) ทั้งแบบ 32-bit และ 64-bit ได้

อาชีพที่ตกงานได้น้อย และมีโอกาสเก็บเงินมาก

ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อประโยชน์กับนักลงทุนไทยและต่างชาติที่ต้องการสร้างฐานการผลิต ถึงเราจะเห็น ฟรีแลนซ์ หรือ พนักงานออฟฟิสมากขึ้นก็ตาม จึงส่งผลให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย และเกิดความต้องการแรงด้านการผลิตมากขึ้นตามไปด้วย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังศึกษาในระดับวิชาชีพอยู่ ขอบอกเลยว่าคุณกำลังมาถูกทางแล้ว และนี่คือโอกาสและข้อได้เปรียบของคนทำงานสายวิชาชีพด้านการผลิตที่คุณอาจไม่เคยรู้

อาชีพที่ตกงานได้น้อย และมีโอกาสเก็บเงินมาก

อาชีพที่ตกงานได้น้อย และมีโอกาสเก็บเงินมาก

1. โอกาสตกงานน้อย

คุณภาพฝีมือแรงงานด้านการผลิตของไทยนั้นเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ประกอบกับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดความต้องการแรงงานสายการผลิตเป็นจำนวนมากขึ้น ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า ในเดือนมกราคม-ธันวาคม 2560 มียอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการและขยายโรงงานเดือนจำนวน 5,060 โรงงาน สอดคล้องกับสำรวจของ jobsDB ในหัวข้อภาพรวมตลาดงานของประเทศไทยในปี 2561 – ฝั่งผู้ประกอบการ ระบุว่าผู้ประกอบการไทยกว่า 50% มีแผนจะขยายกิจการและจ้างงานเพิ่ม นอกจากนี้ในช่วงฐานเดือนมกราคม ถึงธันวาคม ปี 2560 ธุรกิจการผลิตทั่วไป (Manufacturing) ยังเป็นธุรกิจที่มีจำนวนประกาศงานมากที่สุด

2. ฝีมือดียิ่งเติบโตไว

เมื่อเรียนสายอาชีวะจนก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว คนที่ทำงานด้านการผลิตที่ต้องการเติบโตในหน้าที่ ต้องหมั่นพัฒนาทักษะฝีมืออย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงไปสอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ กับหน่วยงานที่เปิดสอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับสากล เพื่อนำใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพในระดับต่าง ๆ ไปเพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในที่ทำงานเดิมแต่อยู่ในระดับที่สูงขึ้น หรือใช้ในการสมัครงานในบริษัทอื่น ๆ ได้ ซึ่งในประเทศไทย บางโรงงานอุตสาหกรรมมีข้อกำหนดชัดเจนว่าหากคุณจะทำงานในตำแหน่งนี้ จะต้องผ่านการสอบคุณวุฒิวิชาชีพในระดับไหนขึ้นไป ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับเงินเดือน ค่าจ้างที่คุณจะได้รับด้วย

3. ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตที่หลากหลาย

ด้วยความที่มีนักลงทุนหลายสัญชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย ทำให้คุณมีโอกาสได้เห็นกระบวนการผลิต และเทคโนโลยีการผลิตของแต่ละประเทศที่หลากหลายออกไป รวมไปถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของแต่ละประเทศด้วย เช่นหากคุณทำงานกับโรงงานสัญชาติญี่ปุ่น จะเน้นการทำงานที่เป็นระบบระเบียบขั้นตอน การแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย (แม้จะเป็นช่างฝีมือ) และการให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลาในการทำงาน ในอีกมุมหนึ่ง หากคุณทำงานกับโรงงานนายจ้างในแถบยุโรป ที่ให้อิสระในการทำงานมากกว่า เขาจะปล่อยให้คุณได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมาให้เห็นมากกว่า โดยมีกรอบวางไว้ให้

4. มีโอกาสแข่งขันฝีมือแรงงานกับเพื่อนชาวต่างชาติ

หากคุณทำงานให้กับบริษัทญี่ปุ่น หรือยุโรป คุณจะมีโอกาสได้นำความรู้และประสบการณ์การทำงานมาแสดงผลงานให้กับเพื่อนร่วมงานสายงานเดียวกัน ที่ประจำสำนักงานหรือสาขาในประเทศอื่น ๆ จนอาจเข้าตานายจ้างใหญ่ และมีโอกาสได้ไปทำงานให้กับบริษัทแม่ของโรงงานที่คุณทำอยู่ได้

ยกตัวอย่างเช่น คุณทำงานให้กับโรงงานประกอบรถยนต์ A มีนายจ้างเป็นชาวญี่ปุ่น ในแต่ละปีอาจจะมีการจัดแคมเปญ นำช่างซ่อมรถยนต์ของแต่ละประเทศมาแข่งขันกัน เพื่อหาช่างซ่อมมืออาชีพ เพื่อไปดูงานหรือทำงานจริงที่สำนักงานใหญ่ประเทศญีปุ่นเป็นระยะเวลา 1 ปี มีโอกาสได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ และเรียนรู้ระบบโรงงานที่เป็นต้นกำเนิดรถยนต์ที่คุณทำงานอยู่ จากนั้นนำกลับมาประยุกต์ใช้กับงานที่คุณทำ หรือจะใช้ต่อยอดในการหางานใหม่ที่สูงขึ้นในอนาคตได้

5. เงินทองไม่รั่วไหล

การทำงานสายการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมนั้น มักจะทำงานเป็นกะและไม่มีวันหยุดที่แน่นอนแบบสายอื่น ๆ เรียกได้ว่าแทบจะกิน-อยู่แต่ในโรงงาน บางโรงงานมีอาหารและเครื่องดื่มให้บริการฟรี อีกทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมักจะเป็นยูนิฟอร์มที่บริษัทจัดเตรียมไว้ นอกจากนี้ด้วยตำแหน่งที่ตั้งโรงงานที่ส่วนใหญ่มักอยู่ในเขตอุตสาหกรรมที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าให้คุณได้เดินเล่นหลังเลิกงาน ยิ่งทำให้คนทำงานสายนี้แทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้เงิน และสามารถเก็บเงินได้มากกว่าคนทำงานสายอื่น

SocialNetworkDownload.com © 2014 Frontier Theme